หน้าแรก / การเมือง
ไม่มีเลือกตั้งปีนี้ เจตนา “มาร์ค” ลากยาวครบวาระ !!
วันที่ 07/09/2553 00:48 (ผ่านมา 520 วัน 21 ชั่วโมง 12 นาที)
คำพูดของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กล่าวกับคนไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่าจะไม่มีการยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลต้องบริหารประเทศให้ต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานในระยะยาวต่อไป และยังบอกด้วยว่าที่ผ่านมาได้เคยเสนอวันเลือกตั้งและวันยุบสภามาหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง เป็นคำพูดเนื้อหาประมาณนี้ แม้จะไม่ใช่คำต่อคำ
ขณะเดียวกันถ้าพิจารณาจากความหมายโดยรวม ก็คือ รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาว และมีแนวโน้มลากไปจนครบวาระในเดือนมกราคม 2555 ค่อนข้างแน่
อย่างไรก็ดีการพูดดังกล่าวย่อมสะท้อนถึงความมั่นใจว่าตัวเองมีความมั่นคง สามารถคุมเกมอยู่ในมือได้แล้ว ขณะเดียวกันเมื่อหันไปมองฝ่ายตรงข้ามถือว่าได้อ่อนแรงลงไปมากจนไม่อาจมาบั่นทอนได้เหมือนเมื่อก่อนแล้วก็เป็นได้
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนก็ต้องมาพิจารณากันทีละเหตุการณ์ว่า ทำไมถึงได้มีความมั่นใจเช่นนั้น เพราะก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครเชื่อว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ จะอยู่รอดมาถึงวันนี้ได้
เริ่มจากการเป็นรัฐบาลผสมที่มีเสียงปริ่มน้ำ ถูกพรรคร่วมขี่คอบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็ต้องมาเจอกับ “เครือข่ายทักษิณ” ที่มาในหลายรูปแบบทั้งมาในลักษณะของการชุมนุมป่วน มีทั้งกลุ่มคนติดอาวุธ มีทั้งมุ่งเอาชีวิต แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ถึงสองปีซ้อน โดยเฉพาะศึกหนักที่สุดก็คงจะเป็นในช่วงปีนี้ตั้งแต่เดือนเมษายนต่อเนื่องมาจนถึงพฤษภาคม เล่นกันหนักหนาสาหัสถึงขั้นเผาเมือง ดีกรีร้อนแรงเพิ่มมากกว่าปีก่อนหลายเท่าตัว แต่ก็เอาตัวรอดมาได้อีก
จะด้วยประสบการณ์ที่ผ่านเรื่องน่าหวาดเสียวหรืออีกด้านหนึ่งเขาก็ได้สะสมความ “เขี้ยว” มาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน และที่สำคัญการที่สามารถทำให้อายุของรัฐบาลอยู่รอดมาได้อย่างต่อเนื่อง มันก็ทำให้มีการใช้งบประมาณ มีการแต่งตั้งโยกย้าย สามารถผลักดันคนที่สนับสนุนตัวเขา และคนที่เขาสนับสนุนที่ไว้ใจได้เข้าไปสู่ระบบและเป็นกลไกเป็นมือเท้าในการขับเคลื่อนได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะหากนับเวลาจากวันที่เริ่มเข้ามาจนถึงปัจจุบันรัฐบาลชุดนี้มีอายุเกินปีครึ่งเข้าไปแล้ว
หากจะว่าไปแล้วหลังจากที่เขาสามารถกระชับพื้นที่ขับไล่พวกเสื้อแดงลิ่วล้อของทักษิณ ชินวัตร ที่ก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นผลสำเร็จ และมีการคง พรก.ฉุกเฉินใช้อำนาจพิเศษควบคุมการเคลื่อนไหวให้อยู่ในวงจำกัดทำให้ทำเขาได้มีเวลาได้จัดการกับปัญหาอื่นได้มากขึ้น ขณะเดียวกันนั่นหมายความว่าสามารถควบคุมเกมได้มากขึ้นตามไปด้วย
เพราะสิ่งที่น่าจับตาก็คือสามารถประนีประนอมจนสามารถแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอย่างเป็นทางการเสียที แม้จะว่าไปแล้วการที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ดำรงตำแหน่งเบอร์หนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะเรียกได้ว่าไม่ใช่คนของนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มปาก แต่นั่นก็หมายความว่าเขาจะต้องร่วมมือกันประคับประคองรัฐบาลชุดนี้ไปให้ไกลที่สุด เพราะต้องรักษาความมั่นคงของเก้าอี้ตัวเองเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ไม่ต่างจากกรณีของ ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และบรรดาผองเพื่อนในทีมก็ต้องทำไม่ต่างกัน ทุกฝ่ายก็ต้องการความชัวร์ด้วยกันทั้งนั้น
หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ย่อมเพลิดเพลินเจริญใจอยู่กับอำนาจ และผลประโยชน์จากงบประมาณทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากไปเสี่ยงเลือกตั้งอย่างแน่นอน ไม่เชื่อก็ลองย้อนกลับไปฟังคำพูดฝากฝังจาก บรรหาร ศิลปอาชา ระหว่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ ไปร่วมอวยพรวันเกิดที่บ้านพัก โดยให้อยู่ต่อไปจนครบวาระ มันก็สะท้อนให้เห็นอย่างดี
เมื่อหันมาทางฝั่งตรงข้าม ไล่เรียงตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร ลงมา พรรคเพื่อไทย จนถึงคนเสื้อแดง ที่เวลานี้แทบจะไม่มีหลักประกันอะไรเหลืออยู่มากนัก สังคมเริ่มเบนหน้าหนี กระแสทักษิณ ที่เคยแรงมาบัดนี้เริ่มร่วงโรยกำลังถูกทิ้งห่างออกไปทุกที สิ่งที่เห็นได้ชัดก็เริ่มมาจากการย้ายหนีออกจากพรรคเพื่อไทยของ ส.ส.ในลักษณะไหลออกเป็นรายวัน แม้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นมีองค์ประกอบในเรื่อง “ค่าใช้จ่าย” มาเป็นปัจจัยหลักก็ตาม แต่รับรองว่าถ้าเป็นสมัยก่อนคงจะไม่เรื่องแบบนี้แน่นอน และนั่นยังหมายความว่านอกจากท่อน้ำเลี้ยงแล้ว ยังมีเรื่องของกระแสในพื้นที่ที่เริ่มสะเทือนทำให้ บรรดา ส.ส.พวกนี้จึงกล้าเสี่ยง
ความอ่อนแรงของพรรคเพื่อไทยนอกจากในภาพรวมแล้วเป็นเพราะกระแสของ ทักษิณ เริ่มลดลงแล้ว ยังมีปัญหาการบริหารจัดการภายใน ที่จนถึงขณะนี้ “เจ้าของ” ตัวจริงยังไม่อาจตัดใจเลือกบุคคลหรือมีใครที่มีชื่อเสียงมาเป็นผู้นำพรรคอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที เพราะแม้แต่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในสภาก็ยังไม่มีการคัดเลือกมาทำหน้าที่ได้สักที ที่ผ่านมามีแต่การเสนอตัวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ ล่าสุด แม้พยายามผลักดัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้มาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็เงียบเป็นเป่าสาก มีแต่ “กระแสยี้” มากกว่าเสียงตอบรับ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมีการพิสูจน์ให้เห็นจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กรุงเทพฯและล่าสุดเลือกตั้ง ส.ก.และ ส.ข.ซึ่งพรรคเพื่อไทยแพ้ราบคาบ แม้ว่าจะยังไม่อาจยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ย่อมเห็นเค้าลางบางอย่างได้บ้าง เพราะแม้แต่แกนนำพรรคบางคนก็เอ่ยปากยอมรับว่าความพ่ายแพ้ดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากการผูกติดอยู่กับการชุมนุมของคนเสื้อแดง และจะเป็นด้วยความตกต่ำ ระส่ำระสายดังกล่าวหรือเปล่าทำให้ต่อมามีการยื่นข้อเสนอปรองดองกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อยุติความรุนแรงและปกป้องสถาบัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเห็นท่าทีแบบนี้มาก่อน
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ นายกฯ อภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์จนถึงนาทีนี้ก็ไม่ได้ตอบรับ ยังสงวนท่าที ซึ่งผิดไปจากในช่วงที่กำลังตกเป็นฝ่ายถูกไล่บี้เป็นรองที่มักจะรับข้อเสนอและลงไปเจรจาพูดคุยด้วยตัวเอง
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากทุกปัจจัย และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเอื้อประโยชน์และเป็นใจให้กับ นายกฯ อภิสิทธิ์ และรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลไกทางราชการ และการใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายสำคัญ อีกทั้งสังคมเบื่อหน่ายต่อความวุ่นวายเรื้อรัง ขณะที่กระแสของฝ่ายตรงข้ามทั้งพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงเริ่มฝ่อลงตามลำดับ สิ่งเหล่านี้ทำให้ เขาถึงกับมั่นใจว่านับจากนี้ไปทุกอย่างน่าจะอยู่ในมือมากขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะคุมเกมได้แล้ว แต่ด้วย “ความเขี้ยว” จึงไม่ประกาศว่าจะอยู่ยาวครบเทอม แต่แม้ไม่บอกด้วยคำพูด แต่ก็ส่งสัญญาณใหม่ให้เห็นชัดเจนแล้ว !!
ต้นฉบับ:
ที่มา: ผู้จัดการ
ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด การเมือง