หน้าแรก / การเมือง

“เพื่อไทย”ซ่อนมีดไว้ในมือ แผนปรองดองกินหลายต่อ

วันที่ 07/09/2553 00:56 (ผ่านมา 520 วัน 21 ชั่วโมง 17 นาที)

มองกันว่า เข้าล็อกเพื่อไทยไปแล้วหลังอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีตอบรับพร้อมร่วมจับมือกับเพื่อไทย ในการเจรจาหารือเพื่อสร้างความปรองดอง ที่จู่ๆ เพื่อไทยออกแถลงการณ์ในนามพรรคเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

จากนั้นตามด้วยมติเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ให้เดินหน้าแผนปรองดองและประทับตรารับรองแถลงการณ์ดังกล่าว ที่ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นคนแถลงว่า เป็นของจริงไมใช่แถลงการณ์ส่วนตัว

ก็ต้องคอยดูว่า อภิสิทธิ์จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร เพราะอภิสิทธิ์เองก็คงคาดไม่ถึงว่าเพื่อไทย เล่นไม้นี้อย่างไม่มีเค้าลางมาก่อน และเมื่อมาไม้นี้ก็เป็นสิ่งที่อภิสิทธิ์ปฏิเสธไม่ได้ เพราะหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. 53 สัญญาประชาคมทางการเมืองที่อภิสิทธิ์ประกาศชัดคือ

โรดแมปปรองดองแห่งชาติ

โดยที่ได้เดินหน้าผ่านกระบวนการต่างๆ เช่นการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการสลายการชุมนุมชุดคณิต ณ นคร และประกาศทุกครั้งว่าขอให้เพื่อไทยและเสื้อแดงเข้าร่วมการสร้างความปรองดองกับฝ่ายรัฐบาล

ดังนั้น เมื่อเพื่อไทย กลับลำเล่นบทเป็นฝ่ายยื่นมือเข้ามาถึงสองครั้งสองคราในช่วงเวลาห่างกันแค่ 3-4 วัน อภิสิทธิ์จึงต้องตอบรับโดยปฏิเสธไม่ได้ แม้อภิสิทธิ์เองก็รู้ดีว่ามือที่เพื่อไทยยื่นออกมา มีมีดซ่อนอยู่แถมด้วยเล่ห์กลสารพัดก็ตาม หากนายกฯปัดมือทิ้ง อภิสิทธิ์ก็จะเสียสภาวะผู้นำ ที่ประกาศเสมอว่า พร้อมปรองดอง แต่ถึงเวลากลับไม่ตอบรับ

เดินหมากนี้ เพื่อไทยมีแต่ได้กับได้ แม้อาจต้องเสียเวลาในการอธิบายเรื่องนี้กับแนวร่วมเสื้อแดงบ้าง ที่อาจเห็นว่าพรรคเพื่อไทยไปเจรจากับรัฐบาลที่สั่งยิงคนเสื้อแดงได้อย่างไร แต่แกนนำพรรคก็เชื่อว่า ครั้งนี้ได้มากกว่าเสีย กับการเดินแผนขอปรองดอง ไม่ว่ามันจะสำเร็จหรือล้มเหลว

อย่างแรกที่เห็นๆเลยคือ การปรองดอง อันเป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยต้องการเห็นมากที่สุด หลังประเทศบอบช้ำมามาก เมื่อเพื่อไทยออกมายื่นข้อเสนอดังกล่าว มันทำให้ภาพของ

เพื่อไทยคือผู้กำหนดเกม ไม่ใช่อภิสิทธิ์หรือรัฐบาล

มาถึงตอนนี้ เพื่อไทยได้แต้มบวกไปแล้ว เพราะคนในสังคมต้องการเห็นสิ่งนี้โดยเร็วที่สุด ไม่ใช่การมานั่งรอ พิมพ์เขียวปฏิรูประเทศไทยของอานันท์ ปันยารชุนหรือผลสรุปการสอบสวนการสลายชุมนุมของคณิต ณ นครที่ขอเวลาทำงานกัน 2 ปี 3 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการซื้อเวลาของอภิสิทธิ์

เพื่อไทยเลยหวังจะใช้จังหวะนี้ ล้างภาพเรื่องการเป็นส่วนหนึ่งของตัวสร้างปัญหาความแตกแยกภายในชาติและสนับสนุนพวกเผาบ้านเผาเมือง ยุยงให้เกิดการก่อการร้ายขึ้นในประเทศ

คาดได้ว่า หากการเจรจาดำเนินไป แล้วถึงจุดๆ หนึ่ง เพื่อไทย ก็ต้องเสนอเงื่อนไขคืนอำนาจให้ประชาชน นั่นก็คือการยุบสภา ถึงตอนนั้นเพื่อไทยมีความชอบธรรมที่จะเรียกร้องให้มีการ ยุบสภาให้ประชาชนตัดสิน ด้วยการอ้างว่าคู่ขัดแย้งได้มาเจรจากันแล้ว ความปรองดองเกิดขึ้นแล้วระดับหนึ่ง

เพราะกระบวนการเจรจาถึงที่สุดแล้วก็คงคิดกันไม่กี่ครั้ง ไม่กี่อาทิตย์ก็ได้รูปธรรม ได้เห็นเอ็มโอยูทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ

หากอภิสิทธิ์บอกปัด โดยอ้างว่าเกรงช่วงเลือกตั้งจะเกิดปัญหาความรุนแรง และไม่มั่นใจว่าเพื่อไทยจะคุมสถานการณ์ไม่ให้คนเสื้อแดงออกมาสร้างความรุนแรงในช่วงหาเสียงได้ จนมีการล้มโต๊ะเจรจา

ฝ่ายเพื่อไทยก็นำไปอ้างได้ว่า อภิสิทธิ์พลิ้วไม่ยอมยุบสภาเพราะหวงอำนาจ แต่ปากบอกว่าอยากปรองดอง ถ้าออกมาแบบนี้ เพื่อไทยก็ไม่เสียอะไร เพราะหากล้มเหลว แต่เงื่อนไขพร้อม เสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมกันใหม่ ก็บอกได้ว่า พยายามเสนอแนวทางให้ประเทศกลับคืนสู่ความสงบแล้ว แต่อภิสิทธิ์หวงอำนาจ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนกลุ่มอื่น

ดังนั้นก็ต้องแสดงพลังให้อภิสิทธิ์ยุบสภา เผลอๆ จะได้แนวร่วมมากขึ้น เพราะประชาชนที่ไม่ใช่เสื้อแดงอาจไม่พอใจที่อภิสิทธิ์ไม่ยอมยุบสภาเสียที เลยมาเป็นแนวร่วมกดดันยุบสภากับคนเสื้อแดงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดไม่ใช่ว่าเราไม่อยากเห็นปัญหาต่างๆ ของสังคมไทยไม่ได้รับการแก้ไข ไม่อยากเห็นการนั่งโต๊ะพูดคุยกันด้วยสันติ หรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพียงแต่การขับเคลื่อนของเพื่อไทย เห็นชัดว่ามี “วาระซ่อนเร้น”อยู่หลายประการ และทำเพื่อตัวเองมากกว่าเพื่อส่วนรวม

เพื่อไทยคงไม่คิดชั้นเดียว ในการเดินหน้าเรื่องนี้

ตัวอย่างง่ายๆ เลยคือ แกนนำเพื่อไทยที่ออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างปลอดประสพ สุรัสวดี -คณวัฒน์ วสินสังวร สองรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ล้วนเป็นแกนนำสายกรุงเทพมหานคร ที่พ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งส.ก.-สข.เมื่อ 29 ส.ค.ที่ผ่านมาอย่างย่อยยับ ทำให้เพื่อไทยสายกทม.รู้ดีว่า กำลังถึงจุดล่มสลายของพรรคแล้ว หากยังไม่รีบสลัดตัวเองออกจากคนเสื้อแดง จึงทำให้แกนนำพรรคสายกทม.ออกมาเล่นเรื่องนี้เพื่อหวังกู้ภาพลักษณ์ของพรรคในกทม.

โดยที่ส.ส.อีสาน-เหนือ รวมถึงส.ส.เพื่อไทยสายเสื้อแดง อย่างจตุพร พรหมพันธ์ ไม่เคยรับรู้มาก่อน บางรายเห็นแถลงการณ์พรรคยังตกใจว่าใช่ของจริงหรือเปล่า เพราะเป็นการออกโดยไม่นำเข้าที่ประชุมส.ส.ภาค-ที่ประชุมใหญ่ส.ส.พรรค-คณะกรรมการบริหารพรรค

อีกทั้งส.ส.เพื่อไทยหลายคนที่ย้ายออกจากพรรค ก็บอกตรงกันว่าสาเหตุหนึ่งที่ย้ายออกก็เพราะรับไม่ได้กับการที่พรรคไปหนุนหลังคนเสื้อแดง ที่เห็นชัดว่า คิดไม่ดีกับสถาบัน แถมใช้ความรุนแรงเผาบ้านเผาเมือง จนประชาชนในพื้นที่บอกให้ย้ายพรรค และเชื่อว่ายังจะมีส.ส.เพื่อไทยอีกจำนวนมากที่กำลังจะย้ายออกเพราะสาเหตุทำนองนี้

ปัจจัยทั้งเรื่องวางหมากให้อภิสิทธิ์รีบยุบสภา-แก้ปัญหากระแสพรรคในกทม.ตกต่ำ-กู้ภาพลักษณ์พรรคที่หนุนหลังเสื้อแดงจนทำให้ส.ส.เพื่อไทยอึดอัดและอ้างเป็นสาเหตุการย้ายพรรคแล้ว

การเคลื่อนไหวของเพื่อไทยรอบนี้ ยังมีกรณีแย่งชิงการนำของแกนนำพรรค “สายพิราบ”ปีก ปลอดประสพ-คณวัฒน์ ที่ได้รับไฟเขียวจากแกนนำหลายคนอาทิ นพดล ปัทมะ ที่ทั้งหมดไม่พอใจพวกเสื้อแดงในเพื่อไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงต้องการชิงการนำในพรรคเพื่อไทย ผนวกกับปลอดประสพ-คณวัฒน์รวมถึงยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ต่างก็ต้องการรักษาการนำในพรรคเอาไว้ เพราะใกล้จะมีการเลือกตั้ง จะต้องมีการเลือกหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรค เพื่อให้เข้าไปกำหนดทิศทางพรรคและตัวผู้สมัครส.ส.ของพรรค ตอนนี้ต่างฝ่ายเลยต้องการมีบทบาทในพรรคอย่างมาก

เพราะอย่าลืมว่าทักษิณ ชินวัตรก็ประกาศมาตลอดว่าอยากเจรจากับรัฐบาล มันเลยเข้าทางแกนนำพรรคสายพิราบ ชงเรื่องออกมาแบบไม่สนใจความรู้สึกเสื้อแดงในเพื่อไทย

แต่ก็พยายามปิดจุดอ่อนของฝ่ายตัวเอง เพราะไม่ว่าจะเป็นยงยุทธ-ปลอดประสพ-คณวัฒน์เป็นแกนนำพรรคที่ไม่ได้เป็นส.ส.ทั้งสิ้น จึงไม่มีฐานอำนาจในพรรค พวกนี้เลยหลบใต้ปีก “บิ๊กจิ๋ว”พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการขอให้เป็นแกนนำหลักของพรรคในการเดินหน้าแผนปรองดอง

ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร เพื่อไทยได้มากกว่าเสีย

5 แผนปรองดองเพื่อไทย

1.พรรคเพื่อไทยเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการพูดจาหารือแลกเปลี่ยนความคิดและความเชื่อระหว่างกลุ่มที่มีความขัดแย้งกันอย่างสันติวิธี

2.พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าความสงบ สามัคคี และความเป็นชาติจะกลับคืนมาได้ด้วยการที่ทุกฝ่ายให้อภัยซึ่งกันและกัน และตกลงว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เสมอภาคและมีความยุติธรรม โดยอาจจะพัฒนาจากคำพูดไปเป็นขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งจากในอดีตที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติก็ต้องแก้ไขด้วยรูปแบบนี้

3.พรรคเพื่อไทย ขอเชิญชวนให้ทุกหมู่เหล่าหลีกเลี่ยงและละเว้นจากการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะจากวาจา การกระทำ หรือการใช้กฎหมายที่เกินความเหมาะสม

4. พรรคเพื่อไทยขอน้อยถวายพระพรชัยมงคลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชีนีนาถ และให้ปวงชนทุกหมู่เทิดทูนถวายพระเกียรติ

5.พรรคเพื่อไทยหวังและเชื่อว่าจุดยืนและสัจจะวาจาของเราครั้งนี้ จะช่วยให้รัฐบาลและผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อความสงบได้คลายวิตก และเริ่มกระบวนการสมานฉันท์ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการศึกษาใดๆให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อีก


ต้นฉบับ:


ที่มา: ผู้จัดการ

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด การเมือง