หน้าแรก / การเมือง

ปชป. แย้งไต่สวนยุบพรรค ยันป้ายผิดขนาดเป็นเรื่องของเทคนิค

วันที่ 06/09/2553 19:29 (ผ่านมา 521 วัน 2 ชั่วโมง 45 นาที)

ปชป. แย้งไต่สวนยุบพรรค ยันป้ายผิดขนาดเป็นเรื่องของเทคนิค

ไต่สวนยุบ ปชป.นัด 4 ผู้บริหารบริษัททำป้ายยันรับงานจาก “ธงชัย” พร้อมจัดหาใบเสร็จก่อนส่งเงินคืนให้พรรค ชี้ ทำป้ายพร้อมจัดส่งก่อน 1 ม.ค.48 ที่ ปชป.ขออนุมัติจัดทำตามแผนงานโครงการ ขณะเดียวกัน ยอมรับป้ายผิดขนาด ปชป.ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องเทคนิคการพิมพ์ ขณะที่ผู้บริหาร หจก.สินวัฒนา รับบริษัทถูกสรรพากรสอบเหตุปิดกิจการแล้ว ยังมีรายได้นับสิบล้าน

วันนี้ (6 ก.ย.) คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี นายชัช ชลวร เป็นประธานได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระทำการผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 มาตรา 62 66(2) (3) และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 มาตรา 42 82 93 94 (3) (4) (5) กรณีนำเงินที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 29 ล้านบาท ไปใช้จ่ายไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งบรรยากาศการไต่สวนยังคงเป็นไปอย่างคึกคักโดย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมาสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย

ทั้งนี้ ในการไต่สวนเดิมจะต้องมีพยานเข้าเบิกความรวม 3 ปาก คือ น.ส.วาศินี ทองเจือ ผู้บริหารบริษัท เม็คเนทชายส์ น.ส.มรกต หรือ ชยานุช กาญจนนันท์ ผู้บริหารห้างหุ้นส่วนสินวัฒนา จำกัด และ นายสุชาติ เกิดเมฆ ผู้บริหารบริษัท เกิดเมฆ แต่ นายสุชาติ แจ้งว่า เนื่องจากป่วยไม่สามารถมาเบิกความได้ ศาลจึงอนุญาตให้เลื่อนเข้าเบิกความเป็นวันที่ 13 ก.ย. และก่อนถึงวันนัดไต่สวนให้นายสุชาติยื่นบันทึกถ้อยคำต่อศาล

ส่วนการไต่สวนพยาน 2 ปากในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ นายกิตินันท์ ธัชประมุข อัยการพิเศษฝ่ายสำนักคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ทำหน้าที่ผู้ว่าคดีฝ่าย กกต.หลังจากได้รับมอบหมายจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่ง นายกิตินันท์ พยายามนำสืบให้ศาลเห็นถึงความผิดปกติ ของการจ้าง บริษัท เม็คเนทชายส์ ของ น.ส.วาศินี ในการทำป้ายโฆษณา รวมถึงระยะเวลาการจัดทำและการส่งป้ายไปยัง ส.ส.ในพื้นที่ที่เกิดขึ้นก่อนที่ กกต.จะอนุมัติให้มีการใช้เงินตามแผนงานโครงการที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอต่อกกต.ในวันที่ 1 ม.ค.48

โดย น.ส.วาศินี เบิกความยอมรับว่า เคยให้การต่อดีเอสไอ และ กกต.ในเบื้องต้นว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ว่าจ้างให้จัดทำป้ายโฆษณาจำนวน 2 หมื่นป้าย วงเงิน 4 ล้านบาท แต่ นายธงชัย ดลศรีชัย ให้ออกใบเสร็จในวงเงิน 2 ล้านบาทเศษจริง แต่หลังจากไปค้นเอกสารพบว่า บริษัทรับทำป้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ 5 หมื่นป้าย ป้ายละ 180 บาท วงเงิน 9 ล้านบาท ซึ่งการที่ตนได้รับงานของพรรคประชาธิปัตย์มาจากการที่ นายสุชาติ เกิดเมฆ หรือ เป๋ โปสเตอร์ รู้จักกับนายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ขณะนั้นเป็นรองเลขาธิการพรรค แล้ว นายสุชาติ มาชักชวนตนไปที่พรรคแล้วเพื่อรับงานทำป้ายหาเสียง โดย นายนิพนธ์ ระบุว่า จะนำเข้าที่ประชุมพรรคเสนอให้บริษัท เม็คเนทชายส์ เป็นซัปพลายเออร์ สนใจหรือไม่ จากนั้นตนก็ได้นำตัวอย่างงานไปให้ดู 2 ครั้งก่อนที่จะมีการตกลงให้บริษัทฯจัดพิมพ์ป้ายหาเสียงจำนวน 5 หมื่นแผ่น แบบละ 1 หมื่นแผ่น ในราคาแผ่นละ 180 บาท ไม่มีการทำสัญญาจ้าง ซึ่งตนก็ได้เอางานทั้งหมดไปจ้าง 5 บริษัทเป็นผู้พิมพ์ โดยตนเองเป็นผู้ซื้อวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ไปให้บริษัทเหล่านั้น และที่บริษัทที่รับงานจะคิดค่าพิมพ์แผ่นละ 40 บาท เมื่อแล้วเสร็จและนำงานมาส่ง ตนก็จะจ่ายเงินให้ จากนั้นบริษัทของตนก็จะทำหน้าที่ส่งป้ายเหล่านั้นไปยังจังหวัดต่างๆ ตามตารางแผนงานที่นายธงชัยระบุไว้ว่าต้องส่งถึงแต่ละที่ภายในเมื่อใด ซึ่งการทำงานทั้งหมดและการส่งงานเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพ.ย.ถึงต้นเดือน ธ.ค.2547

“ที่พรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่า พรรคทยอยจ่ายค่าของจำพวกค่าสี ค่าแผ่นลูกฟูก ค่าฟิล์ม ให้ดิฉันนั้น ไม่จริง เพราะดิฉันเป็นคนเอาเงินของตัวเองไปจ่ายโดยพรรค จะมีการทยอยจ่ายเงินค่างานให้เป็นระยะ และเมื่อมีการส่งป้ายก็ไปเรียกเก็บเงินจากนายธงชัย เขาบอกว่า ให้ออกใบเสร็จมา ดิฉันก็บอกว่า ไม่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ครั้งแรกถ้าจะให้ออกใบเสร็จต้องคิดเพิ่มร้อยละ 3 ของค่างาน เพื่อดำเนินการเรื่องภาษี นายธงชัย จึงบอกให้แยกเป็นค่าของและค่าแรง ดิฉันจึงได้ติดต่อไปยัง 3 บริษัท ที่ดิฉันสั่งสีและแผ่นลูกฟูก และอีก 5 บริษัทที่รับงานพิมพ์ให้ออกใบเสร็จ มีมูลค่าใกล้เคียงกับราคาของที่จัดซื้อและราคาป้ายที่จัดทำ โดยให้บริษัทเกิดเมฆ ออกใบเสร็จค่าแรงจำนวน 2 ล้านบาท จากนั้นก็ส่งใบเสร็จตัวจริงไปที่เจ้าหน้าที่พรรคที่ชื่อคุณจันทร์ เพื่อที่พรรคจะได้ออกเป็นเช็คและดิฉันก็จะนำเช็คนั้นไปเข้าบัญชีของบริษัทเหล่านั้น แล้วก็ให้เขาถอนเงินมาคืนดิฉันเพื่อที่จะได้นำเงินคืนส่งให้พรรค” น.ส.วาศินี กล่าว

น.ส.วาศินี กล่าวต่อว่า จริงอยู่ที่จัดทำป้าย 5 หมื่นแผ่นวงเงิน 9 ล้านบาท แต่เมื่อไปรับเงินจริงไม่ถึง โดยไปรับเงินกับนายธงชัย ที่ห้องทำงานอยู่ตึกด้านในของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมั่นใจว่า นายธงชัย ไม่น่าจะเพียงแค่เจ้าหน้าที่พรรคธรรมดา น่าจะเป็นถึงผู้บริหารพรรคด้วยซ้ำ เพราะแต่ละห้องที่ผ่านก่อนจะถึงห้องทำงานของนายธงชัยล้วนแต่จะเป็นห้องของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นห้องของนายนิพนธ์ นายพีระพันธุ์ นายถาวร เสนเนียม ซึ่งการไม่ทำสัญญาจ้างก็ไม่กลัวพรรคจะไม่จ่าย เพราะมั่นใจในความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะไปตามเรียกเก็บเงินงวดสุดท้ายกับนายธงชัยอยู่หลายครั้ง จน นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ สังเกตเห็นว่ามารอหลายครั้งแล้วจึงเรียกไปสอบถามและดำเนินการให้

อย่างไรก็ตาม นายวิรัช กัลยาศิริ ทนายความพรรคประชาธิปัตย์ ก็พยายามที่จะซักค้านแสดงให้ศาลเห็นว่าการรับจ้างจัดทำป้ายหาเสียงของบริษัทเม็คเนทชายส์ กับพรรคการเมืองอื่นก็ ไม่เคยมีการทำสัญญาและการที่ นส.วาศินีไม่ใช้ชื่อบริษัท เม็คเนทชายส์ ในการออกใบเสร็จค่าแรงก็เพราะไม่ต้องการให้ยอดรายรับของบริษัทสูง เนื่องจากจะต้องรับผิดชอบค่าภาษีที่เป็นอัตราก้าวหน้า

นอกจากนี้ ยังซักค้านในเรื่องของขนาดป้ายหาเสียงของพรรค ที่มีขนาด 1.20คูณ 2.40 เมตร ซึ่งเล็กกว่าที่ยื่นไว้ตามแผนงานโครงการต่อกกต.ว่า มีขนาด 1.30คูณ 2.45 เมตร โดย นส.วาศินี อธิบายว่า แผนลูกฟูกที่ใช้จัดทำจะสั่งจากบริษัท อีโค่พลาส มีขนาดมาตรฐาน 1.30 เมตร คูณ 2.45 เมตร แต่เวลาใช้งานจริงเพื่อความสวยงาม จะตัดเหลือ 1.20 คูณ 2.40 เมตร และหากแผนลูกฟูกมีขนาดผิดปกติแท่นพิมพ์ก็จะไม่ยอมรับ อย่างไรก็ตามนส.วาศินี ยังยอมรับว่า เมื่อรับงานทำป้ายจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ไม่เคยแจ้งให้พรรคประชาธิปัตย์ทราบว่าไปจ้างซัพพลายเออร์ รับทำป้ายแทนตนเอง

อย่างไรก็ตาม การเข้าเบิกความของ น.ส.วาศินี ยังได้ยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเป็น ซีดี และเอกสารเช็คคืนเงิน ที่ต้องดำเนินการให้กับพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นตารางการรับงานจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยศาลได้สั่งรับไว้พิจารณา

ขณะที่ น.ส.ชยานุช หรือมรกต เบิกความว่า เดิมห้างหุ้นส่วนสินวัฒนา จำกัด มีนายอภิชาติ แซ่อั้งพี่ชายตนเองเป็นผู้บริหารประกอบกิจการขายสินค้าผู้อุปโภค บริโภคของเครือสหพัฒน์พิบูลย์จำกัดในประเทศลาว โดยพี่ชายได้มายืนเงินตนเองเพื่อไปค้ำประกันสินค้า เมื่อพี่ชายเสียชีวิตการจะเอาเงินที่นายอภิชาติยืมไปคืนตนเองจึงต้องเข้าไปสวมเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วน ซึ่งต่อมากรมสรรพากรได้มีหนังสือเชิญไปให้ปากคำโดยระบุว่าห้างหุ้นส่วนมีรายได้หลัก 10 ล้านแต่ไม่ยอมเสียภาษี ตนก็ได้ยืนยันต่อสรรพากรว่า บริษัทไม่เคยประกอบธุรกิจจนมีรายได้ถึงขนาดนั้น ยิ่งพี่ชายได้เสียชีวิตบริษัทก็ไม่ได้ดำเนินกิจการอะไรอีกเลย จากนั้นก็ได้ไปแจ้งความไว้กับส.น.วังทองหลาง ตามคำแนะนำของกรมสรรพากร เพื่อป้องกันมิให้มีใครนำชื่อห้างหุ้นส่วนไปอ้างแล้วตนเองต้องไปรับผิดชอบ และส่วนตัวก็ไม่เคยรู้จักเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์หรือกกต.เลย

จากนั้นนายบัณฑิต ได้ซักค้านว่า การจัดทำบันทึกถ้อยคำที่ยื่นต่อศาลนั้น นส.ชยานุช ไม่ได้เป็นผู้จัดทำเองแต่ได้ให้นางวราพร ณ ป้อมเพชร ผอ.สำนักตรวจสอบบัญชีและทรัพย์สินของกกต. เป็นผู้จัดทำซึ่งนส.ชยานุตก็ยอมรับ แต่ระบุว่าเป็นการให้การตามความเป็นจริง ซึ่งนายบัณฑิตก็พยายามซักค้านให้ศาลเห็นว่าการไปแจ้งความของนส.ชยานุต มีการระบุว่าบริษัทแมชไซอะของนายประจวบ เป็นผู้ที่เอาชื่อห้างหุ้นส่วนสินวัฒนาไปใช้ในการออกใบเสร็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยนส.ชยานุตไม่ได้มีการให้ปากคำกับตำรวจว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจเข้าไปเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ ซึ่งนส.ชยานุตกล่าวว่าไม่ทราบ แจ้งเพียงว่าบริษัทถูกอ้างชื่อเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการไต่สวนพยานผู้ถูกร้องยังเหลืออีก 1 นัดในวันที่ 13 ก.ย.โดยจะมีพยานเข้าเบิกความรวม 3 ปากประกอบด้วย พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ และหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ นายธงชัย ดลศรีชัย ลูกพี่ลูกน้องของนายประดิษฐ์ และนายสุชาติ เกิดเมฆ เจ้าของบริษัทเกิดเมฆ จำกัด หลังจากนั้นก็จะเป็นการสืบพยานฝ่ายผู้ถูกร้องคือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะนี้ศาลยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้นำสืบรวมกี่ปากกี่นัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการสืบพยานนัดนี้ นายชวน หลักภัยประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าทีมสู้คดียุบพรรค ที่เดินทางมาร่วมรับฟังการสืบพยาน แสดงท่าทีว่ามีอาการเจ็บหลังตลอดเวลาที่นั่งฟัง

ซึ่งหลังไต่สวนเสร็จสิ้น สมาชิกพรรคก็ต้องถึงกลับเข้าช่วยพยุงตัวออกจากห้องพิจารณาคดี จากการสอบถาม พบว่า มีอาการเจ็บหลังเนื่องไปออกกำลังการแล้วเกิดผิดจังหวัด ซึ่งแพทย์ก็ได้นัดให้ไปดูอาการในวันเดียวกัน

ทั้งนี้ก่อนการไต่สวนนายชวน กล่าวถึงการไต่สวนว่า ไม่รู้สึกกังวลกับการที่ กกต.ได้ให้อัยการสูงสุด มาเป็นผู้ว่าความแทน เพราะอัยการฯไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย และน่าจะมีความเข้าใจในกระบวนวิธีพิจารณา มากกว่ากกต. อย่างเช่น เวลาซักค้าน หรือถามติง นอกจากนี้ยังยืนยันว่า พรรคไม่เคยนำพยานไปซ่อน หรือ อุ้มพยาน ตามที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่า มีการดำเนินเก็บตัวพยานไม่ให้มาให้การต่อศาล โดยให้ไปอยู่ต่างประเทศ เช่นนายสุชาติ เกิดเมฆ พยานที่ศาลนัดมาให้การในครั้งนี้ เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นการโกหกรายวันพูดกันไปตามที่ตัวเองเคยกระทำ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน

“พรรคใช้ฝีมือ และใช้ความจริงในการต่อสู้ให้ความจริงปรากฏ เพราะเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กระทำความผิด ที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สู้เรื่องของเส้นทางการเงิน แต่สู้คดีโดยการพยายามทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน ก็เป็นวิธีการในการต่อสู้คดีว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และแต่ละครั้งการต่อสู้ก็ไม่เหมือนกัน คนวิจารณ์อาจไม่เข้าใจกระบวนพิจารณา ซึ่งการพิจารณาคดีแบบไต่สวน ไม่จำเป็นต้องซักตามข้อกล่าวหา แต่พยายามซักให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างไรก็ตามพรรคได้ยื่นพยานให้ศาลนำสืบรวม 50 ปาก แต่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะอนุญาตให้นำสืบจำนวนกี่ปาก”

ด้านนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมสอบเรื่องเส้นทางการเงิน แต่กลับไปมุ่งเน้นในการทำลานน้ำหนักพยานว่า นายพร้อมพงศ์ คงไม่เข้าใจกฎหมาย เรื่องเส้นทางการเงินเป็นเรื่องที่ผู้ร้องเป็นผู้กล่าวหา ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่ต้องพิสูจน์ของกล่าวหา พรรคจึงไม่มีภาระหน้าที่จะต้องไปพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้ เราเพียงจะบอกว่าเงินที่ใช้จ่ายไปในการทำป้ายนั้น มีการเบิกอย่างถูกต้องจากบัญชีพรรคที่เปิดขึ้นในชื่อ ว่า พรรคประชาธิปัตย์เพื่อการเลือกตั้ง ดังนั้นเงินทุกบาททุกสตางค์ของพรรคจะออกจากบัญชีนี้ ซึ่ง กกต. ก็มีการตรวจสอบและรับรองแล้วว่าถูกต้อง

นอกจากนี้จากการไต่สวนนายประจวบ สังขาว ก็ให้การยืนยันแล้วว่า การที่เขาเอาเงินไปพักไว้ที่บุคคลใกล้ชิดแทนที่จะเอามาเข้าบัญชีตัวเองก็เพราะกลัวเจ้าหนี้จะมาอายัติ ซึ่งนายธงชัย ดลศรีชัย พยานอีก 1 ปากที่ยังไม่ได้เข้าเบิกความก็ได้ทำบันทึกถ้อยคำต่อศาลแล้วในทำนองเดียวกัน เพราะทั้ง 2 คนนั้นเป็นบุคคลล้มละลาย ถ้ามีเงินในบัญชีก็ถูกเจ้าหนี้ยึด

“ แต่นายพร้อมพงศ์ก็กลับโกหก กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์รายวัน ตอนนี้ก็บอกว่า มีการกักตัวนายสุชาติ เกิดเมฆ พยานที่ต้องมาให้การในวันนี้ให้ไม่มาให้การ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วตนไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้าใจอยากให้มาให้การด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้นายพร้อมพงศ์ก็ให้ข่าวว่า มีการจ่ายเงินให้กับนายประจวบ 30 ล้านบาท ไม่ให้มาให้การซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นการโกหกทั้งเพไม่เป็นความจริง เพราะนายประจวบก็ได้เดินทางมาให้การต่อศาล”

เมื่อถามว่านายธงชัย จะมาให้การหรือไม่ นายบัณฑิต กล่าว่า ตนไม่ทราบเพราะเขาเป็นพยานผู้ร้อง ซึ่งก็ไม่มีเหตุอะไรที่เราต้องไปเก็บตัวพยาน และส่วนตัวก็ยังไม่รู้เลยว่านายธงชัยหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็อยากให้มาให้การเพราะพยานแต่ละปากที่มาให้การถ้าใครฟังทุกครั้งก็จะรู้ว่าถูกใครเสี้ยมสอนมา เราไม่มีเหตุที่จะไปกักตัวใคร

ขณะที่นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงว่าคนในรัฐบาลจะมีการอุ้มตัวนายสุชาติ ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญที่จะเชื่อมโยงกับนายประจวบ สังขาว ว่ามีขบวนการที่จะอุ้มตัวนายสุชาติ ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญไปไว้ต่างประเทศ ไม่ให้มาศาล ซึ่งตนรู้สึกเป็นห่วงในความปลอดภัยในตัวนายสุชาติและกำลังคิดว่ายนายสุชิตว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่วนที่นายชวน หลีกภัย หัวหน้าทีมสู้คดีพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กล่าวหาว่าตนโกหกรายวัน ยืนยันว่าไม่จริงเพราะตนเป็นผู้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการไม่เดินทางมาให้การของนายสุชาติเมื่อวันที่ 5 ก.ย. วันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่านายสุชาติไม่ได้เดินทางมาเบิกความจริงๆ แล้วอย่างนี้อยากถามว่าใครกันแน่ที่ใช้วิธีการแบบสกปรกโสมมไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอยากเรียกร้องไปถึงนายกรัฐมนตรีในฐานประธานกตช. ว่าควรจะมีการกระบวนการคุ้มครองพยานโดยเฉพาะรายของนายสุชาติ และนายธงชัย เพราะเกรงว่าจะใช้วิชามารทางการเมืองยืดเวลาออกไปโดยให้คนทั้ง 2 ไม่เข้าเบิกความ และพยายามทำให้กระบวนการยุติธรรมมีปัญหา


ต้นฉบับ:


ที่มา: ผู้จัดการ

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด การเมือง