หน้าแรก / การเมือง
มาร์คยันจริงใจแก้มาบตาพุด ปัดเอื้อปตท.-ปูน
วันที่ 06/09/2553 18:34 (ผ่านมา 521 วัน 3 ชั่วโมง 51 นาที)
นายกรัฐมนตรี ยืนยัน รัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหามาบตาพุด ไม่มีการเอื้อให้กับปตท.และปูนซีเมนต์ เตือนภาคประชาชนอย่าปิดล้อมนิคมฯเพราะผิดกฎหมาย...
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ภาคประชาชนจะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการประกาศ 11 กิจการที่มีผลกระทบรุนแรง ว่า เข้าใจว่าเครือข่ายประชาชนอาจเข้าใจว่าการที่ศาลยกคำร้อง สืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม มีการประกาศประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรง 11 กิจการ หากรัฐบาลประกาศตามคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะไม่เป็นอย่างนี้ เมื่อตรวจสอบแล้วไม่ใช่อย่างนั้น ตรงกันข้ามถ้าเราประกาศตามคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะมีหลุดไป 1 กิจการด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นการยืนยันได้ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้ไปแก้ในลักษณะเอื้อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ดูตามเงื่อนไขเหมาะสมที่ปฏิบัติได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาคประชาชนได้กำหนดการเคลื่อนไหวว่าวันที่ 30 ก.ย.นี้ จะไปปิดล้อมนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าจากวันนี้ถึงวันนั้น ทุกหน่วยงานพยายามพูดคุยทำความเข้าใจกับภาคประชาชน แต่ถึงจะจำเป็นอย่างไร ก็ไม่ควรไปชุมนุมต่อต้านที่ผิดกฎหมาย เมื่อถามว่า นายกฯพร้อมที่จะเปิดโต๊ะเจรจากับภาคประชาชนอีกครั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยินดีพูดคุยรับฟังอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ภาคประชาชนมองว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเราไม่จริงใจ ทำไมเราไปเพิ่มเงื่อนไขที่เข้มกว่า เราดูตามข้อเท็จจริง มาตรฐาน และเราคิดว่าเรามีคำตอบ เรื่องที่เข้มกว่าก็มี เรื่องที่ผ่อนผันลงไปก็มี เพราะฉะนั้นก็ยอมรับ และทุกเรื่องก็อธิบายได้ ต่อข้อถามที่ว่า มีการตัดทอนและผ่อนผันไปเอื้อให้กับบริษัท ปตท. จำกัด มหาชน และบริษัทปูนซีเมนต์ ทำให้โครงการของ 2 บริษัทนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่จริงครับ ดูตามข้อเท็จจริง สมมุติว่าเราประกาศตาม 18 กิจการตามมติตรงนั้นในรูปแบบที่เสนอมา ไม่ได้มีผลทำให้โครงการไหนเข้ามาสู่กระบวนการ 67 วรรค 2 เพิ่ม มีแต่ลดลง จาก 70 กว่าโครงการที่ว่า ตัวที่ปล่อย ยกตัวอย่างเช่น ชลประทาน ไม่ใช่เรื่องที่มาเกี่ยวข้องกับมาบตาพุด และน่าจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำทำได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเป็นเขื่อน เราก็เอาใส่ แต่ถ้าบอกว่าเป็นโครงการชลประทาน เราก็ไม่เอาใส่ อย่างนี้เป็นต้น การสูบน้ำเกลือ เราก็ย้ำแล้วย้ำอีกที่ไม่ได้ใส่ เราห้ามทำเด็ดขาดไปเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องมายื่นขออนุญาต อย่างนี้เป็นต้น
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมานายกฯมั่นใจว่าหลังประกาศจะทำให้เกิดกติกาที่ชัดเจนและประเทศจะเดินหน้าได้ แต่เมื่อมีความไม่เข้าใจระหว่างภาคประชาชนเกิดขึ้น จะกระทบต่อเศรษฐกิจ หรือว่าการดำเนินเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นสัญญาณจากภาคธุรกิจและภาคเอกชนเป็นในทางที่ดีและชัดเจนขึ้น น่าจะไปได้ ตนอยากเชิญชวนภาคประชาชนว่า ที่จริงปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องประกาศ อันนี้ปัญหาหลักคืองานที่จะต้องทำต่อในเรื่องของระบบที่จะดูแลประชาชนในพื้นที่ที่รัฐกำลังเร่งรัดอยู่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่จะได้ประโยชน์มากจากการทำงานร่วมกับภาคประชาชน คือ 1.เรื่องการติดตั้งระบบข้อมูลที่เป็นข้อมูลปัจจุบัน สามารถจะบอกได้ว่าข้อมูลสารพิษในพื้นที่มาบตาพุดอยู่ในระดับไหน 2.ระบบการให้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 3.เร่งรัดโครงการที่รัฐบาลอนุมัติไป ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล การกำจัดขยะ และ 4.เร่งหาข้อยุติร่วมกันเรื่องของการศึกษาความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมในพื้นที่ การทำงานเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาก กิจการอยู่ 67 วรรค 2 หรือไม่ ตนอยากจะเรียนว่า ไม่ได้เป็นการห้ามหรือให้ทำต่างกัน เพียงแค่มาตรการและกระบวนการในการทำมาตรฐานของสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าเราเขียนมาสอดคล้องกับแนวปฏิบัติ ก็จะไม่เป็นหลักประกันอะไร จะทำให้ปัญหาการทำงานหรือผลกระทบอาจจะขาดประสิทธิภาพด้วยซ้ำ
เมื่อถามว่า ภาคประชาชนเตรียมเข้าพบนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย หลังมีการประกาศประเภทกิจการไปแล้ว นายกฯมีการพูดคุยกับนายอานันท์บ้างหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังครับ ตนคิดว่าก็ดี หากไปพบและทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ.
ไทยรัฐออนไลน์
ต้นฉบับ: http://www.thairath.co.th/content/pol/109085
ที่มา: ไทยรัฐ
ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด การเมือง