หน้าแรก / หน้าหนึ่ง

หลุดด่านศาลรัฐธรรมนูญ เข้าโหมดจัดการน้ำ ตัวชี้ขาด-ชี้วัดรัฐบาล

วันที่ 23/02/2555 14:00 (ผ่านมา 85 วัน 15 ชั่วโมง 54 นาที)

(ที่มา:มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555)


22 กุมภาพันธ์ 2555 ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่าน คำวินิจฉัยพระราชกำหนด 2 ฉบับ คือ

1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 (พ.ร.ก.กู้เงิน 350,000 ล้านบาท) และ

2.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 (พ.ร.ก.โอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท)

ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่

ตามการยื่นคำร้องขอวินิจฉัยของฝ่ายค้านและวุฒิสภา

ในกฎหมายฉบับแรก มติเอกฉันท์ 9-0 ก็คือ พ.ร.ก.กู้เงิน 350,000 ล้านบาท

ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีได้สร้างความเสียหายให้ประเทศ ประชาชนจำนวนมาก ขณะที่ติดขัดเรื่องเวลาที่กระ ทรวงจะเสนองบประมาณเข้าสู่ที่ประชุมสภาซึ่งจะไม่ทันกาล

ในกฎหมายฉบับที่สอง มติ 7 ต่อ 2 คือ พ.ร.กโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท

ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเช่นกัน

ด้วยเหตุผลว่า หนี้จากกองทุนฟื้นฟูเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากสถาบันการเงินที่อยู่ในการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว

จึงช่วยทำให้รัฐบาลนำงบประมาณ ที่ไม่ต้องตั้งเป็นงบชำระดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯปีละ 6 หมื่นล้านบาท กลับมาพัฒนา ประเทศได้

ผลของการวินิจฉัยที่ออกมาเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งความยินดีของรัฐบาล

ผู้หวาดหวั่นอยู่ลึกๆ ว่า ผลการวินิจฉัยจะไม่ออกมาในทิศทางที่ต้องการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎหมายโอนหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีประเด็นถกเถียงกันมากกว่าเรื่องอื่นๆ

แต่ที่จะต้องตระหนักควบคู่ไปด้วยกันกับความรื่นเริงยินดี ก็คือคำวินิจฉัยนี้มิได้เป็น "ชัยชนะ" ทางการเมืองหรืออื่นใดทั้งสิ้น

ในทางตรงข้าม กลับเป็นเหมือนเสียงปืนที่เส้นปล่อยตัวนักกรีฑาบนลู่วิ่ง

ว่าถึงเวลาที่จะต้องออกตัวให้เร็ว แรง และพุ่งไปถึงเส้นชัยให้ทันแก่กาล

ไม่มีคำแก้ตัวสำหรับความพ่ายแพ้ ไม่มีอุปสรรคอื่นๆ ใดขวางอยู่ข้างหน้า

นอกจากข้อจำกัดของตัวเอง

นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่งเสร็จจากการเดินทางสำรวจพื้นที่และแผนงานในการป้องกันปัญหาอุทกภัยสำหรับปีนี้

และแถลงข่าวสรุปผลการติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และการบริหารจัดการ น้ำ พื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ตั้งแต่ วันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า

แผนแม่บทของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีสาระสำคัญคือน้ำต้องมีที่อยู่และมีที่ไป ประชาชนต้องได้รับการดูแล พื้นที่ชุมชน เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศต้องได้รับการป้องกัน

พื้นที่แก้มลิงที่อยู่นอกคันป้องกัน รวมทั้งพื้นที่ที่นำมาใช้ผันน้ำหลาก (Floodway) ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม

โดยพิจารณาอนุมัติโครงการเพิ่มเติม เร่งด่วน (FlagShip) จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ให้แล้วเสร็จใน 3 เดือน ทั้งหมด 117 โครงการ วงเงินงบประมาณ 4,998.55 ล้านบาท

ประกอบด้วย โครงการแก้มลิง การเร่งการระบายน้ำ การป้องกันพื้นที่สำคัญ ถนนและคมนาคม อ่างเก็บน้ำ และโครงการอื่นๆ

รวมทั้งเน้นให้พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เร่งงานระบายน้ำ สร้างทำนบกั้นน้ำ ก่อ สร้างและปรับปรุงแนวคัน คอนกรีตบริเวณแนวคันพระราชดำริ เร่งทำความสะอาดท่อระบายน้ำในชุมชนทั้งหมด

รวมทั้งการติดตั้งแผงกั้นน้ำที่สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยสะดวกรวดเร็ว

ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงปัญหาภัยแล้ง โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดเตรียมโครง การจัดหาน้ำบาดาล เพื่อการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ต้นน้ำเน้นให้ปลูกป่า ดึงมูลนิธิปิดทองหลังพระเข้ามาร่วม

กลางน้ำจัดหาพื้นที่แก้มลิง

ปลายน้ำคือการเร่งระบาย

แผนมีแล้ว งบประมาณมาแล้ว ข้อจำกัดทางกฎหมายหมดไปแล้ว

เหลือแต่เรื่องของความสามารถและฝีมือล้วนๆ

อย่างที่ ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดนี้เองพูดไว้

ผลงานคือตัวชี้ขาดว่ารัฐบาลชุดนี้

จะอยู่หรือไป


ต้นฉบับ:


ที่มา: มติชนออนไลน์

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด หน้าหนึ่ง