หน้าแรก / หน้าหนึ่ง

"สมิทธ ธรรมสโรช" ล็อกเป้าถล่ม(ไร้)แผนแก้ท่วม

วันที่ 27/01/2555 11:00 (ผ่านมา 27 วัน 3 ชั่วโมง 10 นาที)

(ที่มา:มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 27 ม.ค.2555)





"ด้วยความสัตย์จริง ผมยังไม่เห็นว่าจะทำฟลัดเวย์จุดใด ที่ไหน ทำทางน้ำไหลไปทางไหน....ยังไม่เห็นแผน และไม่เข้าใจว่าทำไมมีการอนุมัติเงินออกมาก่อน...."

หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้บรรยายพิเศษเรื่องการรับมือภัยพิบัติแบบไทยๆ ในการประชุมถอดบทเรียนเหตุการณ์มหาอุทกภัย สานพลังเครือข่าย รับภัยพิบัติ 2555 ซึ่งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดขึ้นที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี ขณะเดียวกันนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ออกมายืนยันแผนบริหารจัดการน้ำ ภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

สมิทธ ธรรมสโรช

ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติที่มา:

ได้วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในช่วงน้ำท่วมมาตลอด ติรัฐบาลหลายครั้ง จนถูกกล่าวหาว่าเป็นนักวิชาการที่พูดมาก ผมไม่อยากเป็นตัวถ่วง รัฐบาลคงอยากปิดปากจึงเชิญให้ผมไปร่วมเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ซึ่งมีการประชุมไปแล้ว 5 ครั้ง

แต่ 2 ครั้งสุดท้าย ผมไม่ได้เข้าประชุม ผมมีเหตุผลส่วนตัว เพราะมีความรู้สึกว่าการนำเสนอข้อมูลของรัฐบาลยังไม่เป็นรูปธรรม รัฐบาลมีการอนุมัติงบประมาณเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาอุกทกภัยประมาณ 350,000 ล้านบาท ซึ่งอนุมัติในเวลาไม่กี่นาที และโครงการที่นักวิชาการต่างๆ นำเสนอกลับไม่ได้อยู่ในแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความสัตย์จริงผมยังไม่เห็นว่าจะทำฟลัดเวย์จุดใด ที่ไหน ทำทางน้ำไหลไปทางไหน ไปทางฝั่งตะวันออก ตะวันตก ผ่านกรุงเทพมหานครหรือไม่ หรือไปยังแม่น้ำบางปะกง ก็ยังไม่เห็นแผน และไม่เข้าใจว่าทำไมมีการอนุมัติเงินออกมาก่อน

ดังนั้น จึงต้องติดตามการทำงานของรัฐบาลต่อไป ผมคิดว่าที่รัฐบาลออกมาแถลงแผนงานต่างๆ ในขณะนี้นั้น ก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุนต่างชาติเท่านั้น

ประเทศไทยต้องประสบภัยน้ำท่วมแน่นอนในฤดูฝนครั้งหน้า แต่อาจจะน้อยกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากลักษณะภูมิอากาศที่ห่อหุ้มโลกในขณะนี้เป็นลักษณะของปรากฏการณ์ลานิญา ที่ครอบคลุมประเทศไทยและตามแนวเส้นศูนย์สูตร ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น การระเหยของน้ำทะเลจะมากขึ้นด้วย ได้มีการคำนวณแล้วว่าอุณหภูมิน้ำทะเลจะสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะมีผลต่อการระเหยของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกหลายล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อไอน้ำในบรรยากาศเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ก็จะมีผลต่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ ไทย จีน เกาหลีใต้ เวียดนาม อินเดีย ออสเตรเลีย มีปริมานฝนตกสูงขึ้น คาดว่าในปีนี้จะมีปริมาณฝนตกไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว

แล้วเราจะรับมือได้อย่างไร? ในเมื่อยังไม่เห็นแผนงานที่ชัดเจนว่าจะระบายน้ำออกไปทางไหน ทั้งๆ ที่มีเงินพร้อมแล้ว เรื่องแผนงานยังไม่พร้อม แต่รัฐบาลคิดเรื่องเงินเร็วมาก อีกทั้งน้ำในเขื่อนใหญ่ที่กักเก็บไว้ก็ไม่มีการปล่อยออกมา อาทิ เขื่อนภูมิพล ที่ยังมีความจุกว่าร้อยละ 90 รวมทั้งเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็ยังไม่มีการปล่อยน้ำ หากฝนตกก่อนฤดูกาล เราจะทำอย่างไร เพราะปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็มาจากการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในปีที่แล้ว ที่ไม่มีการประสานงานอย่างบูรณาการระหว่างเขื่อนต่างๆ ซึ่งปล่อยน้ำออกมาพร้อมกันทีละมากๆ

เรื่องนี้ผมวิตกกังวลมาก เพราะที่ผ่านมาการทำงานอย่างบูรณาการของหน่วยงานไทยใช้ไม่ได้ ไม่มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ล่วงหน้า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาเตือนภัยล่วงหน้า แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการนำข้อมูลนั้นมาใช้ หรือนำมาบูรณาการเพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่บริหารน้ำของประเทศไทยมีมากที่สุดในโลก มากกว่า 20 หน่วยงาน แต่ว่าสังกัดคนละที่ อยู่ภายใต้อำนาจที่ต่างกัน เมื่อเกิดปัญหาก็ไม่มีการติดต่อประสานงานเพื่อหารือร่วมกัน ถือเป็นปัญหาที่ต้องมีการแก้ไข มิเช่นนั้นจะต้องประสบปัญหาอีก

มีการคำนวณทางวิทยาศาสตร์หรือไม่? ในอนาคตภัยพิบัติจะเกิดถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลต้องเตรียมตัว เตรียมระบบเตือนภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมไว้เสมอ แต่ถ้ายังบริหารอย่างนี้ ผมสิ้นหวังมากในฐานะประชาชน ซึ่งไม่ควรมีผู้เสียชีวิตมากมายอย่างนี้

วันนี้ปัญหาของประเทศไทย คือการบูรณาการการทำงานระหว่างกันของหน่วยงานต่างๆ และควรมีการให้ความรู้กับประชาชนว่าในพื้นที่ที่อาศัยอยู่จะเกิดภัยธรรมชาติอะไรบ้าง ควรเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ว่าหากเกิดฝนตกหนัก จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อุณหภูมิร้อนมาก จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประชาชนจะได้เตรียมตัวรับมือ และหน่วยงานท้องถิ่นจะได้เตรียมการรองรับปัญหา อาทิ หน่วยงานการแพทย์ เตรียมพร้อมรักษาพยาบาล ฝ่ายการปกครอง ต้องเตรียมพร้อมศูนย์พักพิง

ตั้งแต่เกิดสึนามิผมได้ไปพูดไว้หลายจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดบางคนก็ทำตาม บางคนก็ไม่อยากต้อนรับผม อย่างเช่น เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไม่ให้ผมเข้าพื้นที่ เพราะบอกว่าผมมาทำลายเศรษฐกิจในจังหวัด ทำให้คนแตกตื่น ไม่กล้าไปเที่ยว แต่ที่จริงแล้วผมไปเพื่ออธิบายให้ประชาชนรับทราบ จะได้เตรียมตัวกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น

ส่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น เท่าที่ทราบนายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ กทม.ขุดลอกคูคลองให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน ก็ยังไม่เห็นมีการขุดลอกคูคลอง หรือซ่อมประตูระบายน้ำที่ไหน การที่ กทม.ระบุว่าได้ดำเนินการไปแล้วนั้น ก็ต้องนำมาให้ชี้แจงหรือเสนอให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่ามีการขุดลอกคูคลองที่ใด มีการเก็บผักตบชวา หรือขยะหมดแล้วหรือไม่ อีกทั้งบ้านของประชาชนที่รุกล้ำแม่น้ำลำคลอง มีการเคลื่อนย้ายหรือขยายคลองให้กว้างขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ต้องทำให้ชัดเจน

ปลอดประสพ สุรัสวดี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในการประชุมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ข้อสรุปในการทำข้อตกลงร่วมกันในการป้องกันบริหารจัดการน้ำใน กทม. ทั้งหมด 12 ข้อ ดังนี้ 1.กทม.กับรัฐบาล ตกลงจะทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหา 2.ด้านงบประมาณ 1,964 ล้านบาท ที่ได้รับการจัดสรรไปแล้ว กทม.จะนำไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ซ่อมแซมเขื่อนตามแนวกั้นน้ำ ติดตั้งเครื่องดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม และปรับปรุงระบบระบายน้ำที่คลองภาษีเจริญ 3.กทม.ยินดีจะโอนงบประมาณในส่วนนี้ไปให้หน่วยงานราชการอื่นๆ เช่น กองทัพ ในการเข้ามาช่วยเหลือขุดลอกคูคลองหลักทั้งหมด 29 คลอง 4.กองทัพบกจะรับผิดชอบขุดลอกคูคลองขนาดเล็ก 347 สาย โดยใช้งบประมาณ 770 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้รับการจัดสรรจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปก่อนหน้านี้

5.กองทัพเรือ รับหน้าที่ผลิตเครื่องดันน้ำเคลื่อนที่ 100 เครื่อง เพื่อรองรับปัญหาการระบายน้ำในภาวะฉุกเฉิน 6.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะร่วมกับกองทัพเรือ ติดตั้งเครื่องดันน้ำถาวรตามจุดต่างๆ ตามที่ กทม.ร้องขอ 7.กระทรวงมหาดไทยและ กทม.จะหารือร่วมกับภาคเอกชน ในการหาแนวทางแก้ปัญหาท่อระบายน้ำแถบบริเวณบ้านจัดสรร 8.ปรับปรุงระบบเตือนภัยให้เชื่อมโยงระหว่าง กทม. กับจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ระบบเตือนภัยทั้งประเทศเป็นไปในระบบเดียวกัน 9.หากเกิดสถานการณ์วิกฤตน้ำเหมือนปี 2554 กทม.ได้ร้องขอให้รัฐบาล ระบายน้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่าทำการบล็อกน้ำเหมือนกรณีที่คลองระพีพัฒน์ 10.ขอให้กระทรวงมหาดไทยทำความเข้าใจกับประชาชน ในบริเวณรอยต่อกับ กทม.เพื่อลดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน 11.กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะจัดทำแผนเผชิญเหตุน้ำท่วมร่วมกัน โดยเบื้องต้นจะติดตั้งเครื่องมือที่จำเป็นในพื้นที่ต่างๆ เช่น เสื้อชูชีพ เรือ และ 12.กทม.ยืนยันว่าจะแก้ปัญหาการบุกรุกตามแนวคลองขนาดเล็กให้เสร็จเรียบร้อยใน 6 เดือน หรือภายในเดือนกรกฎาคม ส่วนการบุกรุกคลองขนาดใหญ่ เช่น คลองเปรมประชากร คลองบางซื่อ ขอให้มีมาตรการร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ กทม.

นอกจากนี้ ได้หารือกับนายเจษฎา แก้วกัลยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าเขื่อนขนาดใหญ่จะมีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันอุทกภัยเป็นลำดับแรก ส่วนการเกษตรและอย่างอื่นจะเป็นลำดับรอง แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายแล้ว เชื่อว่าจะเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำดีกว่าเดิม

และการที่ กทม.จะขุดลอกคูคลองก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า กทม.จะยอมให้น้ำผ่าน และคราวนี้ต้องผันน้ำไปออกทางภาคตะวันออกหรือบริเวณคลองด่านให้ได้เพื่อป้องกัน กทม.ไม่ให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่สะพานข้ามคลองส่งน้ำ หากเป็นการสร้างขึ้นใหม่หลังจากนี้จะต้องไม่มีต่อม่ออยู่ใต้น้ำอีก


ต้นฉบับ:


ที่มา: มติชนออนไลน์

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด หน้าหนึ่ง