หน้าแรก / หน้าหนึ่ง

น้ำจากเหนือทะลัก ท่วมลพบุรี-อยุธยา

วันที่ 05/09/2553 02:17 (ผ่านมา 519 วัน 8 ชั่วโมง 21 นาที)

เฒ่าวัย65ไปหาปลา ถูกนํ้าวนดูดเสียชีวิต

น้ำท่วมกระจายไปทั่วประเทศทั้งเหนือ อีสานกลาง และใต้ เมืองลพบุรีน้ำป่าทะลักท่วมทั้งบ้านเรือนและถนน ตามด้วยกรุงเก่าโบราณสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยาอ่วมน้ำทะลักท่วม ขณะที่เมืองชาละวัน ผู้เฒ่าวัย 65 ปี ออกหาปลาถูกน้ำวนดูดลงท่อสังเวยชีวิตอนาถ โคราชต้องขนย้ายข้าวของหนีโกลาหล เนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ส่วนภูเก็ตพายุฝนถล่มคลื่นซัดเรือบรรทุกน้ำมันดีเซลจมลงกลางทะเลลูกเรือ 4 ชีวิตลอยคอหวิดสิ้นชีพ โชคดีเรือประมงผ่านมาช่วยไว้ได้ พร้อมเร่งหาทางป้องกันน้ำมันในเรือทะลัก

สถานการณ์น้ำท่วมยังกระจายไปทุกภาค เริ่มจาก จ.ลพบุรี  ภายหลังฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ทำให้น้ำป่าจากภูเขาในเขต อ.พัฒนานิคม ไหลท่วมเขต ต.นิคมสร้างตนเอง ตั้งแต่เช้าวันที่ 4 ก.ย. พื้นที่เกษตรเสียหายเป็นวงกว้าง และน้ำป่ายังทะลักท่วมบ้านเรือน เขต ต.เขาสามยอด ต.ท่าศาลา ต.กกโก อ.เมืองลพบุรี ถนน พหลโยธินบริเวณหน้าห้างคาร์ฟูร์และสี่แยกนิคม  ระดับน้ำสูงกว่า 30 ซม.

ตามด้วยที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำในแม่น้ำ เจ้าพระยาไหลท่วมบ้านเรือนทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำและโบราณ สถานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจำนวน 2 แห่งคือ หมู่บ้านโปรตุเกส ต.สำเภาล่ม  อ.พระนครศรีอยุธยา  เป็นโบราณสถานตั้งอยู่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยน้ำได้ท่วมพื้นที่จัดแสดงโครง กระดูก กินพื้นที่เกือบ 50% อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ดังกล่าวมีโครงกระดูกโบราณจำนวน 200 โครงที่ฝังไว้ เชื่อว่าเป็นสุสานโบราณของพวกโปรตุเกสที่เข้ามาอยู่อาศัยในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา

และที่วัดไชยวัฒนาราม โบราณสถานขนาดใหญ่ อายุเกือบ 400 ปี สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 50 ซม. ล่าสุดนายสุพจน์ พรหมมาโนช ผอ.สำนักศิลปากรที่ 3 เร่งให้เจ้าหน้าที่นำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งเพิ่มในพื้นที่โบราณสถานสำคัญๆที่ถูกน้ำฝนท่วมขัง เพราะฝนตกหนักและมีปริมาณมาก จนเครื่องสูบน้ำที่ติดตั้งไว้ทำงานไม่ทัน

นอกจากนี้ที่ จ.ปทุมธานี พายุฝนถล่มบริเวณซอย บงกช 1 ต.คลองสอง และหมู่บ้านพฤกษา 9 และพฤกษา 11 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ล่าสุดเทศบาลเมืองคลองหลวงได้สำรวจความเสียหาย พบว่า  ต.คลองสอง บ้านเรือนเสียหาย 11 หลัง หมู่บ้านพฤกษา 11 เสียหาย 28 หลัง และหมู่บ้านพฤกษา 9 เสียหาย 15 หลัง ขณะเดียวกัน ฝนถล่มหลายชั่วโมงทำให้น้ำท่วมหมู่บ้านรินทร์ทอง ซอย 5-7 หมู่ที่ 6 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ทำให้ชาวบ้านต่างเดือดร้อนอย่างหนัก

ด้าน จ.น่าน พระครูวิสิฐนันทวุฒิ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง และเจ้าคณะอำเภอภูเพียง จ.น่าน น.ส. สิริพัฒน์ บุญใหญ่ เจ้าหน้าที่โบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 จังหวัดน่าน และคณะ ตรวจสอบพระธาตุแช่แห้ง หลังถูกฝนถล่มทำให้ทองจังโกที่ใช้หุ้มองค์พระธาตุหลุดออกจากฐานพระธาตุ โดย น.ส.สิริพัฒน์กล่าวว่า จากสภาพความเสียหายที่เห็นคาดว่าจะต้องใช้เงินในการบูรณะจำนวนมาก ส่วนพระครูวิสิฐนันทวุฒิกล่าวว่า ขณะนี้วัดยังขาดทุนทรัพย์  หากพุทธศาสนิกชนจะร่วมทำบุญ สามารถบริจาคได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาน่าน หมายเลข 114-2-49949-1 ชื่อบัญชี "โครงการบูรณะเสนาสนะ วัดพระธาตุแช่แห้ง"

ที่ จ.พิจิตร น้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน อ.สามง่าม อ.โพธิ์ประทับช้าง สูงขึ้นจนล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน ไร่นาและถนนหลายสาย เนื่องจากมีน้ำเหนือไหลหนุนตลอดและยังมีฝนตกตลอดเวลาโดยเฉพาะบ้านเนินยุ้ง หมู่ 7 ต.รังนก อ.สามง่าม ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เนื่องจากกระแสน้ำตัดถนนสายรังนก-เนินยุ้ง ขาด ขณะเดียวกัน พบศพนายบัวล้อม คำลอย อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ 11 ต.รังนก อ.สามง่าม อดีตผู้ใหญ่บ้านจมน้ำเสียชีวิตที่ท่อน้ำริมถนนสายรังนก-เนินปอ หมู่ 11 ต.รังนก คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง สอบสวนทราบว่า ผู้ตายออกไปหาปลาท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวและถูกน้ำวนดึงร่างลงไป

ขณะที่ จ.นครราชสีมา บ้านเรือนกว่า 400 หลังในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ต.หนองบัวศาลา อ.เมืองนครราชสีมาถูกน้ำท่วมหนัก ชาวบ้านต้องพากันขนย้ายสิ่งของโกลาหล ระดับน้ำสูงประมาณ 50-120 ซม. นอกจากนี้ น้ำยังได้ไหลเอ่อเข้าท่วมบนถนนสายราชสีมา-โชคชัย หลัก กม.ที่ 6-7 ขาเข้าตัวเมือง ช่วงบริเวณตำบลหนองบัวศาลา เป็นระยะทางยาวประมาณ 1 กม. ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก

ตอนสายวันเดียวกัน พ.ต.ท.ประเสริฐ ศรีคุณรัตน์ รอง ผกก.5 บก.รน. แจ้งเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงชื่อ "โชคถาวร 6" ถูกมรสุมและคลื่นซัดอับปางกลางทะเลอันดามัน ห่างจากท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ราว 10 ไมล์ทะเล และเรือประมงได้ช่วยเหลือลูกเรือ 4 คนไว้ได้อย่างปลอดภัย หลังรับแจ้งพร้อมกำลังนำเรือตรวจการณ์แล่นฝ่ามรสุมและคลื่นสูงกว่า 4 เมตรไปยังจุดเกิดเหตุ แต่ปรากฏว่าเรือบรรทุกน้ำมันได้จมลงทะเลไปแล้วจึงลอยลำเรือตรวจการณ์เพื่อสังเกตคราบน้ำมันบนผิวน้ำที่อาจทะลักออก

จากการสอบสวนทราบว่า เรือโชคถาวร 6 บรรทุกน้ำมันดีเซลกว่า 45,000 ลิตรออกจากท่าเรือคลองท่าจีน ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันเพื่อนำน้ำมันไปส่งที่โรงแรมบนเกาะราชาใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต เพื่อนำไปใช้กับเครื่องปั่นไฟ  แต่พอเรือแล่นถึงบริเวณที่เกิดเหตุปรากฏว่ามีพายุฝนถล่มอย่างหนักประกอบกับมีคลื่นลมแรงสูงกว่า 4 เมตรโถมเข้าใส่ตัวเรือทำให้น้ำทะลักเข้าตัวเรืออย่างรวดเร็ว และจมลงสู่ก้นทะเลในที่สุด ส่วนลูกเรือทั้ง 4 คนรีบกระโดดลงเรือลอยคอกลางทะเลท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก กระทั่งมีเรือประมงผ่านมาช่วยเหลือไว้ได้ ส่วนค่าเสียหายทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาท

พ.ต.ท.ประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับการกู้ซากเรือคาดว่าเจ้าของอาจไม่ดำเนินการ เนื่องจากจุดดังกล่าวลึกกว่า 30 เมตร ยากและไม่คุ้มกับการเก็บกู้ แต่ยังเป็นห่วงเรื่องการรั่วไหลของน้ำมันในเรือ แม้ว่าขณะนี้อาจยังไม่มีการรั่วไหลแต่อนาคตถังที่เก็บน้ำมันไว้อาจเกิดการผุกร่อนหรือแตกร้าว จะทำให้น้ำมันทะลักส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำโดยรอบ  ซึ่งจะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการโดยเร็ว

ขณะที่นายวรรณเกียรติ ทับทิมแสง ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ได้สั่งให้ เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมลงพื้นที่ทันทีที่คลื่นลมสงบ เพราะต้องเก็บตัวอย่างน้ำและประเมินทิศทางการรั่วไหลของน้ำมัน เนื่องจากบริเวณที่เรือล่มอยู่ใกล้กับแนวปะการังที่สมบูรณ์  รวมทั้งยังเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยมือเสือขนาดใหญ่ของกรมทรัพยากรทางทะเลฯ อย่างไรก็ตามถือว่ายังโชคดีที่เป็นแค่น้ำมันดีเซลไม่ใช่น้ำมันดิบ เพราะน้ำมันดิบจะมีคราบที่สามารถพัดเข้าสู่ฝั่งและเก็บกู้ได้ยากกว่า สำหรับแนวปะการังที่เกาะราชาใหญ่ ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการฟอกขาวและพบบางส่วนเริ่มตาย  หากมีน้ำมันปนเปื้อนเพิ่มจะทำให้ได้รับผลกระทบมากขึ้น

ด้าน จ.พังงา น้ำในคลองสายหลักพื้นที่ อ.ตะกั่วป่า เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและระบายสู่ทะเลได้ช้าลง ส่งผลทำให้เอ่อล้นเข้าท่วมบริเวณศาลาโรงธรรมและกุฏิพระ วัดศรีนิคม ต.ตลาดใหญ่ สูงราว 50 ซม.หน่วยกู้ภัยบางไทรระดมช่วยกันขนสิ่งของให้ชาวบ้านหนีน้ำไปไว้ในที่สูง  ขณะที่ทางเทศบาลตะกั่วป่าได้ใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ติดตั้งเพื่อสูบน้ำออกอย่างเร่งด่วน

ที่ศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำ  กรมชลประทาน นายบุญสนอง สุชาติพงศ์ โฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า หลังฝนตกหนักมีน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เขื่อนใหญ่และขนาดกลางจำนวน 400 แห่งทั่วประเทศ สามารถกักเก็บน้ำได้ทั้งหมดถึง 41,457 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างและยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 32,098 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับพายุฝนที่จะเข้าประเทศไทยได้อีก หากเกิดฝนตกหนักในพื้นที่เหนือเขื่อน

โฆษกกรมชลประทานกล่าวอีกว่า  ในช่วงที่ผ่านมาหากไม่มีเขื่อนที่ช่วยกักเก็บปริมาณน้ำฝนที่ตกเหนือเขื่อนแล้ว จะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรงแน่นอน อย่างเช่นในพื้นที่ลุ่มน้ำยม เกิดปัญหาน้ำท่วมค่อนข้างมากในจังหวัดแพร่และสุโขทัย เนื่องจากลุ่มน้ำยมไม่มีเขื่อนหรือโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ในขณะที่ลุ่มน้ำน่านแม้มีน้ำท่วมแต่ไม่รุนแรง เพราะเขื่อนสิริกิติ์เก็บกักน้ำฝนที่ตกเหนือเขื่อนไว้ได้ทั้งหมด

ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยา  รายงานพยากรณ์ลักษณะอากาศทั่วไปว่า ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง  ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย  ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่ง จึงขอให้ประชาชน ในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ราบบริเวณลุ่มน้ำต่างๆ ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน  น้ำป่าไหลหลาก

นสพ.ไทยรัฐ


ต้นฉบับ: http://www.thairath.co.th/today/view/108703


ที่มา: ไทยรัฐ

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด หน้าหนึ่ง