หน้าแรก / หน้าหนึ่ง

แผนศอฉ.เฝ้าระวังพื้นที่กทม.3ระดับ

วันที่ 04/09/2553 06:32 (ผ่านมา 520 วัน 4 ชั่วโมง 11 นาที)

คุมเข้มเป็นพิเศษ130จุดวางกำลังร่วมดูแล24ชม.

ศอฉ.วางมาตรการเข้มรับมือระเบิดป่วนเมือง แบ่งโซนตรึงกำลังพื้นที่จุดเสี่ยงรอบ กทม. "ดาว์พงษ์" นั่งแป้นบัญชาการระดมกำลังทหาร ตำรวจคุมเข้มพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ พร้อมสั่งปรับปรุงกล้องวงจรปิดทั่ว กทม. สันติบาลขานรับเสริมการทำงานกับ บช.น. "เรดพาวเวอร์" ยังแรงนัดแดงเชียงใหม่ชุมนุมใหญ่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นประธานในการประชุม ศอฉ. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

จากนั้น พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รายงานความคืบหน้าในการตั้งคณะกรรมการ 12 ชุด ในการตรวจสอบการเสียชีวิตของเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ ทางผู้แทนของ สตช.ได้ชี้แจงความคืบหน้าในการติดตามรวบรวมพยานหลักฐานกรณีเหตุระเบิดที่สถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นบีที โดยได้มีการตรวจสอบทั้งกล้องวงจรปิดทั้งของส่วนราชการ ทางด่วน และพื้นที่ของเอกชนโดยรอบ และได้ข้อมูลที่น่าสนใจโดยต้องนำไปประกอบกับข้อมูลทางฝ่ายอื่นๆรวมถึงการวิเคราะห์เหตุแวดล้อมอื่นๆที่จะเป็นชนวนที่ทำให้เกิดเหตุ

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า หลังจากที่มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนรวมถึงกระทบต่อความมั่นคงโดยเฉพาะพื้นที่ของ กทม. ทางกองทัพภาคที่ 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาล กทม. ได้มีการร่วมกันวางมาตรการหลัก ออกเป็นแผนปฏิบัติการในภาพรวมของ ศอฉ.ในการดูแลพื้นที่ กทม. 3 มาตรการ คือ 1. การป้องกันแก้ไขเหตุการณ์และปิดช่องโอกาสในการก่อเหตุ 2. การกดดัน เข้าไปตรวจสอบกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะก่อเหตุ โดยกระบวนการสืบสวนสอบสวน 3. มาตรการเชิงรุกหรือการปฏิบัติการจิตวิทยา ในการขอความร่วมมือจากมวลชนฝ่ายต่างๆ ซึ่งมาตรการสำคัญอยู่ที่มาตรการแรกที่ดำเนินอยู่แล้ว โดยมีการวิเคราะห์กำหนดพื้นที่ต่างๆใน กทม.ที่มีจุดเสี่ยงแบ่งเป็น 3 ระดับ

1.พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษคือ พื้นที่ที่มีแนวโน้มการ ก่อเหตุสูงหรือพื้นที่ที่เคยมีเหตุเกิดขึ้น และมีแนวโน้มการก่อภัยคุกคาม และพื้นที่ที่ต้องมีความปลอดภัยอย่างสูงสุด เช่น เขตพระราชฐาน สถานที่ราชการสำคัญ บ้านบุคคลสำคัญที่เป็นเป้าหมาย แหล่งพลังงานอื่นๆ สถานี รถไฟฟ้า สถานีขนส่งต่างๆรวมทั้งหมด 130 จุด สำหรับวิธีการในการดำเนินการจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงไปปฏิบัติร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร รวมถึงสารวัตรทหารบก สารวัตรทหารเรือ สารวัตรทหารอากาศ และเทศกิจของ กทม. จะลงไปตรวจสอบและวางกำลังตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนพื้นที่นอกเหนือจากนี้จะมีการจัดกำลังออกตรวจตรารอบพื้นที่เป็นระยะ 400 เมตรในพื้นที่บริเวณโดยรอบ โดยจัดชุดตรวจเดินเท้า วางกำลังซุ่มโป่งทั้งในและนอกเครื่องแบบ และจะมีการจัดระบบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เฝ้าพิเศษใหม่ โดยให้จับจุดในพื้นที่สาธารณะมากที่สุด เน้นการบันทึกให้เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน ทั้งนี้จะให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า 2.พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ ซึ่งมีภัยคุกคามน้อยกว่าระดับที่ 1 คือสถานที่ราชการอื่นๆ หรือบ้านพักบุคคลสำคัญอื่นๆ เป้าหมายที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ รวมทั้งจุดต่างๆที่เคยมีเหตุประปราย รวม 198 จุด จะมีการจัดจุดตรวจและมีเจ้าหน้าที่สายตรวจเข้าไปเสริม โดยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่เข้าไปดูแลด้วย 3.พื้นที่เฝ้าระวังคือห้างสรรพสินค้า ธนาคาร รวม 136 จุด ซึ่งรวมพื้นที่ที่กองทัพภาคที่ 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาลและ กทม.ต้องดูแลทั้งหมด 454 จุด จะเน้นการอบรมและให้ความรู้พนักงานรักษาความปลอดภัย กำหนดช่องทางการติดต่อสื่อสาร ส่วนการประสานงาน ทั้ง 3 พื้นที่เราได้กำหนดชุดปฏิบัติการพิเศษจำนวน 10 ชุด ในการเข้าคลี่คลายสถานการณ์ขนาดใหญ่ ในเวลา 13.00 น. ศอฉ.จะเรียกระดับผู้ปฏิบัติ คือผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 เจ้าของพื้นที่ทั้งหมด เจ้าหน้าที่กองทัพภาคที่ 1 เทศกิจ และสันติบาล และหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่อื่นๆ เช่น องค์การรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงค์ เข้ามารับทราบและกำหนดภารกิจร่วมกัน โดยมี พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก เป็นประธานการประชุม

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวต่อว่า ศอฉ.ได้ให้ กทม. สำรวจกล้องวงจรปิดทั่ว กทม. 2,928 แห่ง ว่าจุดไหนที่มีปัญหา ชำรุด เสียหาย ให้ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน รวมถึงกล้องวงจรปิดของภาคเอกชน ประมาณเกือบ 10,000 กล้อง ที่จะเข้าร่วมภารกิจนี้ เช่น สถานบริการน้ำมัน 792 แห่ง ห้างสะดวกซื้อ ห้างมินิมาร์ท 2,533 แห่ง ธนาคาร 1,908 แห่ง ร้านทอง 1,324 แห่ง และร้านอินเตอร์เน็ต ประมาณ 2,000 กว่าแห่ง ร่วมทั้งหมดเกือบ 9,000 แห่ง ที่จะเข้าร่วม  โดยกล้องทั้งหมดจะเปิดเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ  ทั้งนี้ได้มีการกำชับไปยังกระทรวงมหาดไทย และ กทม.ให้ใช้มาตรการเชิงรุกผ่านมวลชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ตั้งแต่ชุมชนไปจนถึงระดับจังหวัด ให้เข้าใจสถาน–การณ์ เพื่อช่วยเหลือดูแลทำงานร่วมกัน และให้ฝ่ายกฎหมายของ ศอฉ. ตรวจสอบการละเมิดข้อกฎหมายในระดับต่างๆ และให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเร่งดำเนินคดีในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายในทุกรูปแบบ เช่น การให้ข้อมูลเป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความแตกตื่นต่อประชาชน การสร้างความแตกแยก

เมื่อถามว่า การปฏิบัติการมีความเข้มข้น  เป็นเพราะมีข้อมูลการข่าวในการก่อความไม่สงบใช่หรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ไม่มี แต่ ศอฉ. ไม่อยากให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน จึงเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สำหรับการแบ่งพื้นที่ รวมถึงการระงับเหตุเบื้องต้น จะให้ทุกกองบังคับการจัดทำแผนเผชิญเหตุในการเข้าระงับเหตุเบื้องต้น  เมื่อถามว่า การจัดชุดตรวจเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวที่มองว่าอาจจะเกิดความไม่ปลอดภัย  พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ที่ประชุมมีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่จะมีการทำความเข้าใจว่าเป็นการรักษาความปลอดภัย โดยยกตัวอย่างเมืองหลวงหลายแห่งที่มีมาตรการเหล่านี้ เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน อื่นๆก็มีการตรวจตราพื้นที่  แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการสะพายปืนออกตรวจไปทั่วพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่สำคัญจริงๆ  โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 10,000 นายในวันที่ 4-5 กันยายนนี้ ตำรวจนครบาลจะเรียกผู้กำกับสถานีตำรวจและผู้ปฏิบัติมารับมอบภารกิจที่เพิ่มเติม ที่นอกเหนือการดูแลความปลอดภัย

ขณะที่ พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิ์วิชัย ผบช.ส. กล่าวว่า ในเรื่องนี้ตำรวจสันติบาลเป็นตัวเสริมทำงานร่วมกับ บช.น. และร่วมกับทุกฝ่ายตลอดทั้ง 24 ชม. โดยจัดวางกองกำลังให้เข้มขึ้น เพื่อเฝ้าระวังเหตุร้ายในจุดเสี่ยงทั้ง 3 ระดับ อย่างที่ ศอฉ.ได้แถลงการณ์มา เช่น เขตพระราชฐาน สถานที่ราชการ บ้านบุคคลสำคัญ สถานีรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้าและสถานีขนส่ง ส่วนในด้านการข่าวจะมีการเน้นเป็นพิเศษ ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ประมาท

อีกด้านหนึ่ง  ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่หน้าสำนักงานหนังสือเรดเพาเวอร์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหาร หนังสือเรดเพาเวอร์ ในฐานะแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นายพฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ แกนนำกลุ่มแดงเชียงใหม่ ร่วมแถลงถึงการจัดชุมนุมใหญ่ครบ 4 ปีรัฐประหาร 19 กันยา "ตาสว่างทั้งแผ่นดิน" ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ นายสมยศเผยว่า การรัฐประหาร 19 กันยา เป็นที่มาสู่ความขัดแย้งแตกแยก และกลายเป็นโศกนาฏกรรมการเมืองครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย  หลังการล้อมปราบเมื่อวันที่ 19 พ.ค. สังคมไทยเริ่มตาสว่าง  การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเริ่มที่  กทม.ช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ย. ด้วยการปล่อยขบวนคาราวานแรลลี่ กรุงเทพ-เชียงใหม่ 50 คัน ติดป้ายรณรงค์ปล่อยนักโทษทางการเมือง ขึ้นไปสมบทกับคนเสื้อแดงเชียงใหม่ ที่สนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่ พร้อมประสานคนเสื้อแดงในต่างประเทศ ที่จะจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วโลก โดยลิงค์สัญญาณมาที่จ.เชียงใหม่ เฉพาะที่ประเทศอังกฤษนั้น นายใจ อึ๊งภากรณ์ จะร่วมกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะไปอ่านแถลงการณ์ที่หน้าสถานทูตไทยในกรุงลอนดอน  นอกจากนี้ใน กทม.ได้ประสานกับกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง  ที่นำโดยนายสมบัติ  บุญงามอนงค์ซึ่งจะมีการผูกผ้าแดงหนึ่งแสนชิ้นที่แยกราชประสงค์ด้วย

บก.บห.เรดเพาเวอร์ กล่าวถึงกรณีที่ถูก ศอฉ.ขู่จะปิดว่า เราทำหน้าที่สื่อมวลชนนำเสนอความจริง การถูกสั่งปิดจึงเป็นการคุกคามและปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารประชาชน ถ้ารัฐเห็นว่าการนำเสนอของเรดเพาเวอร์ยุยงให้เกิดความแตกแยก ก็ควรตอบโต้ผ่านสื่อรัฐ หรือส่งข้อมูลมาให้เรดเพาเวอร์เพื่อตีพิมพ์คำชี้แจงรัฐบาล ไม่ใช่ มาใช้อำนาจสั่งปิดซึ่งเป็นการกระทำของเผด็จการส่วนที่จังหวัดอุดรธานี เช้าวันเดียวกัน ที่วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีประสาทอนุปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญา จากวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู โดยมีนายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารวิทยาลัยชุมชนร่วมในพิธี ระหว่างพิธีมีกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 8 คน ใส่เสื้อแดงมายืนรวมกลุ่มกันที่ริมถนนด้านหน้าวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู ทวงถามการปฎิบัติ 2 มาตรฐานของรัฐบาล ทำให้นายทหารที่มารักษาการณ์บริเวณหน้าห้องประชุมวิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู แจ้งผ่านทางวิทยุสื่อสาร ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจัดการผลักดันให้กลุ่ม นปช.ดังกล่าว กลับไป พร้อมทั้งให้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปเจรจาขอร้องอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง กลุ่ม นปช. จึงยอมกลับไป

นสพ.ไทยรัฐ


ต้นฉบับ: http://www.thairath.co.th/today/view/108513


ที่มา: ไทยรัฐ

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด หน้าหนึ่ง