หน้าแรก / หน้าหนึ่ง
'เม้ง' สาบานจ่ายเงิน เมียธาริต
วันที่ 29/07/2553 04:03 (ผ่านมา 557 วัน 4 ชั่วโมง 29 นาที)"เมียธาริต เพ็งดิษฐ์" ส่งทนายยื่นฟ้อง "จตุพร" รับมีการโอนเงินให้จริง แต่เป็นเงินค่าบริการบางอย่าง "จตุพร" พร้อมสู้คดีหมิ่นประมาท เพื่อไทยเปิดตัว "เม้ง" เจ้าของสลิปเงิน จุดธูปสาบานต่อหน้าพระพุทธรูปลั่นถ้าพูดโกหกขอให้มีอันเป็นไปใน 7 วัน แฉยิบขั้นตอนโอนเงินให้เมีย "ธาริต" ศาล รธน.ตรวจพยานหลักฐานคดียุบพรรค ปชป. "ชวน" สั่งติวเข้มทีมกฎหมายถี่ยิบ พท.ดิ้นร้องค้านผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 "เฉลิม" โวชนะบนความพ่ายแพ้
จากการที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ออกมาแฉเรื่องสลิปเงินสินบนนั้น ล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวพยานที่เป็นเจ้าของสลิปเงินที่โอนเงินให้กับเมียข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับอธิบดี
"จตุพร" พร้อมสู้คดีกับเมีย "ธาริต"
เมื่อวันที่ 28 ก.ค. เวลา 10.30 น. ที่ศาลอาญา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ได้แถลง ข่าวว่า พร้อมจะสู้คดีที่นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภริยานายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะยื่นฟ้องตนในความผิดฐานหมิ่นประมาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายจตุพรและนายการุณได้โชว์สำเนาสลิปโอนเงินชื่อบัญชีนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 370-2-08312-4 จำนวน 150,000 บาท เมื่อวันที่ 21 ก.ค.51 ที่อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการลบข้อมูลภาษีโชว์ต่อสื่อมวลชนด้วย
"เมียธาริต" ส่งทนายยื่นฟ้องจตุพร
ต่อมานายธนากร แหวกวารี ทนายความ ได้รับมอบอำนาจจากนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยาของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยื่นฟ้องนายจตุพรพรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 23-25 ก.ค.53 ต่อเนื่องกันจำเลยหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ทำนองว่าโจทก์ใช้อำนาจของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ สามี เรียกรับเงินจากนักธุรกิจคนหนึ่ง จำนวน 150,000 บาท โดยรับปากว่าจะช่วยเหลือคดีที่นักธุรกิจคนดังกล่าวถูกเรียกคืนภาษีย้อนหลัง 1.7 ล้านบาท ข้อความดังกล่าวล้วนเป็นเท็จ เป็นการใส่ความทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายถูกเกลียดชัง จึงขอให้ศาลลงโทษตามความผิดด้วย ศาลรับเป็นคดีดำ อ.2323/2553 เพื่อไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ วันที่ 6 ก.ย.53 เวลา 13.30น.
ทนายอ้างโอนเงินจริงแต่ไม่ใช่สินบน
ทนายความภรรยาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเผยว่า กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ นำสลิปการโอนเงินจำนวน 1.5 แสนบาท ให้นางวรรษมลโชว์ต่อสื่อมวลชนนั้น ยอมรับว่ามีการโอนเงินจริง แต่เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เงินสินบน เป็นเงินค่าบริการบางอย่างที่ไม่สามารถ เปิดเผยรายละเอียดได้ในตอนนี้ แต่จะนำนางวรรษมล ขึ้นเบิกความในชั้นไต่สวนถึงรายละเอียด ส่วนที่นายจตุพรขู่จะฟ้องกลับนั้น ไม่หนักใจ เรื่องนี้ต้องสู้กันที่พยานหลักฐาน
"เฉลิม" ให้เจ้าของสลิป 1.5 แสนแฉ
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรค เพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นำหลักฐานสลิปการโอนเงินจำนวน 1.5 แสนบาท ระบุชื่อผู้รับนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยานายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ มาเปิดเผยว่า นางวรรษมลเรียกรับเงินจากนักธุรกิจว่า คนที่นำหลักฐานให้นายจตุพรมีชื่อว่าเม้ง ได้ประสานกับตนมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง และได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง แต่ได้บอกไปว่าต้องมาแถลงข่าวด้วยตัวเอง เพราะถ้าพูดไปแล้วคุณเม้งมาปฏิเสธภายหลังก็จะลำบาก ถ้าคุณเม้งไม่เปลี่ยนคำพูดก็จะมาพบตนที่พรรคเพื่อไทยในวันนี้ แต่จะแถลงข่าวหรือไม่ต้องเป็นสิ่งที่คุณเม้งสมัครใจ ไม่ใช่ไปบังคับให้มาแถลง กรณีที่นางวรรษมลจะฟ้องนายจตุพรนั้น ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ขอให้ระวังเรื่องการเบิกความเท็จ
พท.เปิดตัว "เม้ง" เจ้าของสลิปเงิน
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.30 น. ที่พรรคเพื่อไทยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้นำนายธีรชัย ธำรงพงศกร หรือนายเม้ง อาชีพให้เช่าเก้าอี้ โต๊ะเต็นท์ ที่ยอมรับว่าเป็นผู้โอนเงินให้กับนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภริยาของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 1.5 แสนบาท มาแถลงข่าว โดยนายธีรชัยกล่าวว่า "ผมเดินทางมาพรรคเพื่อไทยวันนี้ ตามคำแนะนำของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่ลงมาแถลงข่าวก่อน ซึ่งผมจะขอจุดธูปเทียนสาบานต่อหน้าพระพุทธรูปว่าสิ่งที่พูดในวันนี้เป็นความจริงทุกอย่าง"
สาบานถ้าพูดไม่จริงให้มีอันเป็นไป
จากนั้นนายธีรชัยได้จุดธูปและกล่าวสาบานต่อพระพุทธรูปว่า "สิ่งที่พูดต่อไปนี้เป็นความจริง หากไม่จริงขอให้มีอันเป็นไปภายใน 1 เดือนหรือสัปดาห์เดียว แต่ถ้าใครดัดแปลงคำพูดผม ขอให้ฉิบหายวายวอด เป็นอันตรายทั้งครอบครัว"
นายธีรชัยกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่ปี 2550 ตนทำอาชีพให้เช่าเก้าอี้ โต๊ะ เต็นท์และอุปกรณ์เวที เมื่อมีรายได้ และตนไปเก็บเงินกับบริษัทที่จ้าง ก็จะใช้บัตรประชาชนแนบใบเสร็จรับเงิน ซึ่งก็ถูกหักเงินไป 3-5 เปอร์เซ็นต์ และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเข้าใจว่าเป็นการเสียภาษีถูกต้อง
แฉยิบขั้นตอนจ่ายเช็คให้เมีย "ธาริต"
"ผมไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายภาษีเลย รู้แต่การทำมาหากินเท่านั้น จนมาถึงปี 2551 กรมสรรพากรได้เรียกไปพบและแจ้งว่าในปี 2550 ผมมีรายได้กว่า 5 ล้านบาท คิดแล้วต้องเสียภาษีย้อนหลัง 1.7 ล้านบาท รู้สึกตกใจมาก ผมเองก็มีเงินไม่มากพอ พยายามหาทางปรึกษาหลายคน กระทั่งลูกชายของผมซึ่งรู้จักกับเพื่อนผู้หญิงชื่อกุ้ง และกุ้งได้แนะนำให้รู้จักน้องชายซึ่งเป็นทนาย ชื่อนายรักพงษ์ สุนาคะพันธุ์ หรือฟาง โดยผมทราบว่านายรักพงษ์ น่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ และได้ประสานให้ผมได้พบกับนางวรรษมล และนางวรรษมลก็ได้ยื่นเงื่อนไขที่ผมจะไม่ต้องเสียภาษี 1.7 ล้านบาท โดยบอกว่ารู้จักกับหัวหน้าสรรพากรเขตบางกะปิ สามารถช่วยให้ลบชื่อออกจากบัญชีเรียกเก็บภาษีได้ แต่นางวรรษมลขอให้จ่ายเงิน 1 แสนบาท เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนให้เรื่องจบ แต่ต่อมาก็เพิ่มเป็น 1.5 แสนบาท โดยอ้างว่าเจ้านายไม่ยอม ซึ่งผมก็ได้โอนเงินจำนวน 1.5 แสนบาท ให้ตามบัญชีที่นางวรรษมลได้เขียนเลขที่บัญชีธนาคาร พร้อมทั้งสาขาไว้ ซึ่งผมยังเก็บหลักฐานเอาไว้อยู่" นายธีรชัยกล่าว
ระบุทนายขอจ่ายเงินคืนเพื่อปิดปาก
นายธีรชัยกล่าวต่อว่า หลังจากนั้นก็คิดว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว จึงไปตั้งบริษัทชื่อว่า "มังกรเหิรฟ้า จำกัด" เพื่อที่จะได้เสียภาษีอย่างถูกต้อง ต่อมาปลายปี 2552 กรมสรรพากรมีหนังสือถึงตนอีกครั้ง เพื่อทวงถามถึงเงินภาษีจำนวน 1.7 ล้านบาท จึงติดต่อไปยังนางวรรษมล ซึ่งเขาได้บอกดื้อๆว่าคนละส่วนกัน จากนั้นตนก็พยายามขอเงิน 1.5 แสนบาทคืน แต่นางวรรษมลก็เฉยๆ เมื่อถามผ่านทนายก็ทำเฉยอีกเช่นกัน เมื่อพรรคเพื่อไทยไปปราศรัยบริเวณสวนสยามซึ่งใกล้บ้านตน จึงนำเรื่องไปขอความช่วยเหลือ และพอปรากฏเป็นข่าวขึ้นมา นายรักพงษ์ก็พยายามโทร.มาหาตน เพื่อขอเคลียร์และบอกว่าจะคืนเงินให้ ซึ่งก็ได้ท้วงกลับไปว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วจะทำอย่างไร ซึ่งเขาตอบกลับมาว่าขอเพียงรับเงินไปแล้วทุกอย่างจะจัดการเอง ความจริงก็อยากได้เงินคืน แต่กลัวว่าจะมีอย่างอื่นแอบแฝง จึงปฏิเสธไป
ย้ำหนักแน่นเป็นพยานให้ "จตุพร"
"เจตนาของผมที่มาเปิดเผยเรื่องนี้เพื่อต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม สิ่งที่ผมพูดทั้งหมดเป็นความจริง ไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับใคร และผมก็พร้อมเป็นพยานให้นายจตุพรที่ถูกฟ้องอยู่ในขณะนี้" นายธีรชัยกล่าว
"ชวน" ปัดดึง "ธาริต" เป็นพยาน
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายรับมือคดียุบพรรค กล่าวก่อนเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนัดตรวจสอบพยานของทั้งสองฝ่ายในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ว่า ในส่วนพยานบุคคลทั้งสองฝ่ายมีจำนวนกว่า 100 ปาก โดยจะมีการพิจารณาลำดับพยาน คาดว่าในช่วงบ่ายจะทราบผล ทั้งนี้ มั่นใจว่าในคำให้การที่ยื่นไปว่ามีความสมบูรณ์ครบถ้วน ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าทีมกฎหมายจะเชิญนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นพยาน นายชวน ตอบว่าไม่เคยมีการหารือว่าจะเชิญอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมาเป็นพยานในคดียุบพรรค
ศาล รธน.ตรวจพยานหลักฐาน
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ตรวจพยานหลักฐาน และชี้แจงกระบวนการไต่สวนในคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ในฐานะผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ผู้ถูกร้อง เนื่องจากกระทำอันอาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จากกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ศาลได้ให้คู่กรณี ตรวจพยานเอกสารหลักฐานครบถ้วนแล้ว ฝ่ายผู้ถูกร้อง ระบุว่ายังมีพยานวัตถุที่ฝ่ายผู้ถูกร้องไม่เคยได้รับ เป็นแผ่นซีดีบันทึกคำพูดของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ศาลจึงให้ผู้ถูกร้อง ยื่นคำขอเข้ามา เพื่อพิจารณามอบให้ต่อไป สำหรับผู้ร้องได้ยื่นบัญชีพยานบุคคล จำนวน 83 ปาก และขอให้ศาลทำการไต่สวนจำนวน 76 ปาก แต่ศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้มีการไต่สวนพยานเพียง 15 ปาก โดยศาลกำหนดให้ ไต่สวนทั้งหมด 4 ครั้ง
ยังห่วงเรียกถกทีม ก.ม.ต่อเนื่อง
ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรค กล่าวหลังเดิน ทางกลับจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การตรวจสอบพยานของแต่ละฝ่ายในวันนี้ ศาลได้กำหนดหมายเลขเอกสารของแต่ละฝ่าย โดยผู้ร้องได้หมายเลข ร.1 ร.2 ขณะที่ผู้ถูกร้องได้หมายเลข ผร. โดยในส่วนของพยานบุคคลนั้น ศาลได้นัดสืบพยานในวันที่ 9 ส.ค.เป็นต้นไป โดยวันนี้ ศาลได้กำหนดชัดเจนว่าพยานทั้ง 80 กว่าปากที่ผู้ร้องอ้างนั้น ศาลให้สืบเพียง 15 ปากกำหนดวันที่ 9 ส.ค. 23 ส.ค. 30 ส.ค. และ 6 ก.ย. ส่วนฝ่ายผู้ถูกร้องศาลจะกำหนดอีกครั้งว่าจะให้สืบกี่ปาก และวันไหนบ้าง ดังนั้น จากนี้ไปคงจะยุ่งและคงต้องทำงานหนักกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งนี้ คงต้องรอพยาน 3 ปากแรก ที่ผู้ร้องนำมาให้สืบด้วยว่าจะพูดว่าอย่างไรบ้าง โดยต้องมีการส่งสำเนามาให้กับพรรคและต้องแก้ภายในวันที่ 5 ส.ค. ผู้สื่อข่าวถามว่า เวลากระชั้นชิด พรรคหนักใจหรือไม่ นายชวนตอบว่า ศาลได้กำหนดวันเวลาไว้ชัดเจน ที่จะพิจารณาในทุกสัปดาห์ คนที่ทำงานอาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ทำให้คดีดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ วันที่ 29 ก.ค. จะนัดประชุมทีมกฎหมายเพื่อเตรียมพยานหลักฐานให้พร้อม และดูข้อเท็จจริงของพยานปากนั้นๆ ที่สืบว่าเกี่ยวข้องกับอะไรอย่างไรบ้าง
ธาริตไม่เป็นพยานคดียุบ ปชป.
ส่วนกรณีที่ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์จะเชิญนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ให้ไปเป็นพยานในคดียุบพรรคที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพยานหลักฐาน เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นายธาริตกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมายโดยพรรคประชาธิปัตย์ที่ถือว่าเป็นคู่ความในคดียุบพรรค หากต้องการให้ตนไปเป็นพยานจะต้องยื่นเรื่องส่งรายชื่อตนให้ศาลพิจารณาว่าจะมีความเห็นหรือออกคำสั่งอย่างไร ไม่ใช่ว่าที่ต้องไปเป็นพยานเพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ไปเป็นพยาน ต้องรอหมายเรียกจากทางศาลก่อนเท่านั้น คงพูดไม่ได้ว่าจะมีการตัดสินใจอย่างไร เพราะได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐทุกประการคือเมื่อศาลได้ออกหมายเรียกจึงไปตามหมายเรียกเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าไปเสนอตัวไปเป็นพยานให้พรรคประชาธิปัตย์เองนั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงเพราะมีผู้สื่อข่าวได้มาซักถามตนก็ตอบไปว่าต้องปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย และไม่ได้ทำการเสนอตัว ซึ่งตนจะไปเป็นพยานเพราะศาลมีหมายเรียกไม่ใช่ความต้องการของพรรคประชาธิปัตย์
พท.ร้องค้านผลเลือกตั้งซ่อม
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค ยื่นหนังสื่อร้องคัดค้านการประกาศผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 โดยนายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย ได้รวบรวมข้อมูลและหลักฐาน 3 เรื่อง คือ 1.กรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชา-ธิปัตย์ แถลงข่าวใส่ร้ายนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 พรรคเพื่อไทย ในช่วงระหว่างที่มีประกาศพระราชกฤษฎีกาเปิดรับผู้สมัครลงเลือกตั้ง 2.กรณีที่วิทยุชุมชน คลื่น 103 เมกะเฮิร์ตซ์ โจมตีพรรคเพื่อไทยและนายก่อแก้วในลักษณะที่เชิญชวนประชาชนไม่ให้เลือกเพราะเป็นผู้ก่อการร้าย มีหลักฐานเป็นคลิปซีดีเสียงของผู้ดำเนินรายการ และ 3.กรณีที่มีผู้แต่งตัวคล้ายตำรวจหน่วยคอมมานโดไปเคาะประตูบ้านของประชาชน ที่เคหะเอื้ออาทรปัญญารามอินทรา ที่อยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งหลังยุติการรณรงค์หาเสียง ในลักษณะข่มขู่คุกคามไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกนายก่อแก้ว มีหลักฐานเป็นพยานบุคคล ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงขอให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาเพื่อความเป็นธรรมด้วย
ซัด 2 มาตรฐานเอาใจ พธม.
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บังคับใช้กฎหมายเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานนั้น เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงที่ไปผูกผ้าสีแดงหน้าที่บริเวณแยกราชประสงค์ ที่ไปคนเดียว ถูกเข้ารวบตัวจับกุม เมื่อนำไปเปรียบกับกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ นำกลุ่มคนไปรวมตัวชุมนุมที่องค์กรยูเนสโก กลับไม่ถูกจับกุม ทั้งที่ชุมนุมเกิน 5 คน ตามข้อห้ามใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นายกฯยังได้เชิญแกนนำพันธมิตรฯไปหารือที่บ้านพิษณุโลก ใช้กฎหมายแบบนี้เป็นการแบ่งชนชั้น รวมไปถึงคดียึดสนามบินและคดีต่างๆของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อมีการร้องเรียนขอเลื่อนการดำเนินคดีออกไป ได้รับอนุญาต แต่แกนนำ นปช.ถูกตีตรวน ดังนั้น ขอให้นายกฯจะต้องดำเนินคดีกับทั้ง 2 กลุ่ม หากไม่ทำถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โดยได้เตรียมหลักฐานไปยื่นต่อ ป.ป.ช.ในสัปดาห์หน้าต่อไป
"เฉลิม" โวชนะบนความพ่ายแพ้
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 ว่า ขอขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจพรรคเพื่อไทย คะแนนที่ได้รับมาถือว่าเราชนะ เพราะพรรคเพื่อไทยต่อยมวยสากล ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกรรมการอนุญาตให้ต่อยมวยไทยได้ และถ้าหากพรรคการเมืองใหม่ส่งผู้สมัครด้วย ก็จะแบ่ง คะแนนไปจากพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น ผู้ที่ให้การสนับ สนุนพรรคเพื่อไทยสบายใจได้ เพราะสัญญาณชัยชนะมาแล้ว เราได้คะแนนมาทั้งๆที่ถูกกล่าวหาหลายสิ่งหลายอย่าง
ย้ำดีเอสไอไม่ฟ้องทีพีไอไม่มีผล
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า สำหรับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท และกรณีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทนั้น ตนจะมีทีมงานไปรับฟังที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลจะตัดสินอย่างไรอยู่ที่ดุลพินิจ เราไม่มีอิทธิฤทธิ์ที่จะไปกดดันศาลได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพยานวัตถุ พยานบุคคล เรามีพร้อม ถ้าศาลจะกรุณาเรียกไปเราก็ยินดี ขอย้ำว่ากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้องบริษัททีพีไอฯ ในข้อหาไซฟ่อนเงินนั้น ไม่เกี่ยวกับคดียุบพรรค เป็นคนละเรื่อง คดียุบพรรคประเด็นอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์รับเงินมาหรือเปล่า และเงินไม่ได้ เข้าพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง ถ้าไม่มีการลงบัญชีรับจ่าย ก็ถือว่าผิด ส่วนเงินจะมาจากไหนไม่สำคัญ เหมือนเงินจะได้จากพระ หรือโจร แต่ถ้าไม่ลงบัญชีก็ถือว่าผิดทั้งนั้น
"เทพไท" สวน พท.ขี้แพ้ชวนตี
วันเดียวกัน นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ทางไกลจากประเทศภูฏานถึงกรณีที่ทีมทนายความของพรรคเพื่อไทยร้องเรียนต่อ กกต.ไม่ให้รับรองผลการเลือกตั้งของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ว่าที่ ส.ส. เขต 6 กทม. พรรค ประชาธิปัตย์ ใน 3 ประเด็นว่า เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 53 (5) ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการยื้อการรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต. ทั้งที่หลังการเลือกตั้งแล้วนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ออกมาประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งแล้ว จึงขอถามว่าเหตุใดจึงปล่อยให้นายพร้อมพงษ์และทีมทนายความของพรรคเพื่อไทยออกมายื่นหนังสือคัดค้านผลการเลือกตั้งอีก เป็นการแสดงให้เห็นว่าการประกาศดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงละครตบตาประชาชนเพื่อให้เห็นว่ามีสปิริต แต่ในทางตรงกันข้ามก็ออกมาขัดขวาง เพราะถ้าจะยื่นคัดค้านใน 3 ประเด็นดังกล่าว เหตุใดจึงไม่ยื่นเรื่องคัดค้านก่อนการลงคะแนนเลือกตั้ง แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่านายพนิชได้รับชัยชนะ กลับมาแสดงพฤติกรรมดังกล่าว จึงถือเป็นพวกขี้แพ้ชวนตีหรือไม่
จี้ กกต.ชี้ขาดคุณสมบัติ "ก่อแก้ว"
นายเทพไทกล่าวต่อว่า ถ้าจะเอาประเด็นหยุมหยิมเหล่านี้มาคัดค้าน ก็ต้องกลับไปดูพฤติกรรมของพรรคเพื่อไทยด้วยว่า ได้ใส่ร้ายนายพนิช พรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลอย่างไรบ้าง ในส่วนของพรรคเองเห็นว่าเมื่อผลการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว เกมการเมืองก็น่าจะจบสิ้นไป เพราะหากจะให้แต่ละฝ่ายร้องกันไปมาก็ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น กกต.ควรที่จะพิจารณาว่าการยื่นเรื่องคัดค้านนี้มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด และอยากทวงถามเรื่องการพิจารณาคุณสมบัติของนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ที่ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทยข้อ 10 (5) ข้อ 11 (3) และข้อ 15 ว่าขาดสมาชิกภาพหรือไม่ กกต.ต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดให้เป็นบรรทัดฐาน แม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านไปแล้วก็ตาม เพราะหากนายก่อแก้วขาดคุณสมบัติ กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยต้องแสดงความรับผิดชอบ เพราะมีความผิดในการอนุมัติบุคคลที่ไม่มีสิทธิลงรับเลือกตั้ง ส่งมาสมัครเลือกตั้ง ซึ่งมีโทษสูงถึงขั้นยุบพรรค อย่างไรก็ตาม ตนพร้อมที่จะไปชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ กกต.ตลอดเวลา เมื่อกลับมาประเทศไทยแล้ว และมั่นใจว่าตนไม่ได้ใส่ร้ายนายก่อแก้วตามที่ถูกร้องเรียนแน่นอน
รุมซักบัวแก้วแจงงบไล่ล่าทักษิณ
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 54 ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เรียกกระทรวงการต่างประเทศมาชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณอีกครั้ง หลังคณะกรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทยเห็นว่ายังชี้แจงไม่กระจ่างในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการใช้งบประมาณเพื่อไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทยได้สอบถามว่า กระทรวงการต่างประเทศมีการตั้งงบประมาณเพื่อล่าตัว พ.ต.ท.ทักษิณไปกี่ครั้ง ใช้งบเท่าใด จากส่วนไหน และมีการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์จริงหรือไม่ เป็นบริษัทใด มีเป้าหมายอย่างไร
ด้านนายปิยวัชร นิยมฤกษ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า ไม่มีงบไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเพียงการประชุมระดับพหุภาคีด้วยภารกิจอื่น ก็จะถือโอกาสอธิบายท่าทีของประเทศไทยในเรื่องของอดีตนายกรัฐมนตรีไปด้วย ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าไม่มีการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์แต่อย่างใด เพียงแต่จ้างบริษัทประชาสัมพันธ์มืออาชีพเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวมีความมั่นใจ
"วิรัช" แนะทำงานให้มากกว่าไล่ล่า
นายธเนศ เครือรัตน์ กรรมาธิการฯจากพรรคเพื่อไทย สอบถามว่าเหตุใดจึงโอนงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศไปให้สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อร้องเพลงชาติ ทั้งที่กระทรวงการต่างประเทศเองยอมรับว่าได้รับจัดสรรงบไม่เพียงพอต่อภารกิจ ซึ่งรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่าไม่ใช่งบของกระทรวงการต่างประเทศโดยตรง แต่เป็นงบที่ได้รับจัดสรรช่วงกลางปีมอบให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยหลักในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆเพื่อฟื้นฟูเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยเท่านั้น
ขณะที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ กรรมาธิการจากพรรครวมชาติพัฒนา กล่าวต่อทีมงานของรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศว่า เป็นผู้สอน รมว.ต่างประเทศให้ปฏิบัติตัวเช่นที่เป็นอยู่นี้หรือไม่ เพราะจากที่ติดตามการทำงานไม่เห็นว่ามีอะไรคืบหน้านอกจากคอยไล่จับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น
แจงเดินหน้าประชานิยมไม่ลดภาษี
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.50 น. ที่ศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอให้รัฐบาลลดนโยบายประชานิยมและหันไปปรับโครงสร้างภาษีว่า มาตรการเรื่องของการช่วยเหลือประชาชนรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ปรับลดมาตามสถานการณ์ เช่น ค่าน้ำก็ยกเลิก ค่าไฟฟ้าก็ลดลงมาจากที่เกินจากความจำเป็นที่คิดว่าจะต้องช่วยเหลือก็ลดลงมา ทั้งนี้ มาตรการงบประมาณหรือมาตรการภาษีก็เหมือนเป็นเครื่องมือ 2 เครื่องมือ จะไปบอกว่าเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งดีกว่ากันก็คงไม่ได้ เช่น คนบางกลุ่มที่เราอยากจะช่วยเหลือ อาทิ คนที่อยากจะขึ้นรถไฟชั้นสามถ้าลดภาษีก็ไม่เป็นประโยชน์เพราะเขาอาจจะไม่อยู่ในข่ายที่เสียภาษีอยู่แล้ว ฉะนั้น ตนเข้าใจ ดีว่าเราดูฐานะการคลังให้สามารถที่จะรับมาตรการต่างๆได้
นโยบายทุกเรื่องไม่กระทบการคลัง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนยืนยันว่าการตัดสินใจของรัฐบาลชุดนี้ทุกกรณีจะดูว่าสามารถปฏิบัติได้ ไม่มีผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ ที่สุดก็ต้องเลื่อนตลอดเวลาอยากจะให้มีงบประมาณไปทำอะไรเพิ่มขึ้นก็ต้องคิดถึงว่าจะต้องเอาภาษีสูงขึ้นหรือไม่ การมีภาษีสูงขึ้นถ้ามาทำวันนี้ก็มีข้อเสียว่าระบบภาษีที่มีระบบภาษีสูง ภาษีมากก็ไปกระเทือนเอกชนและบิดเบือนในเศรษฐกิจด้วย แต่เราต้องชั่งเพราะการบริหารเศรษฐกิจมันไม่ได้มีเป้าหมายเดียว มันไม่ใช่มีเรื่องประสิทธิภาพเรื่องเดียว มันมีเรื่องความเป็นธรรมด้วย ถ้ามันมีเรื่องเดียวก็จะง่าย ทุกคนคำนวณออกมาเป็นสูตรเดียวกันหมดก็ทำให้มันมีประสิทธิภาพสูงสุดหรือบอกว่าให้ทุกคนเสมอภาคกันหมด แต่อาจจะจนเท่ากันมันไม่ได้ มันก็ต้องทำเพื่อหาความพอดี ตรงนี้มีความเห็นที่แตกต่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ตนยืนยันได้ว่ารัฐบาลนี้ไม่ทำคือว่าไปเริ่มต้นโครงการมาตรการต่างๆที่ในที่สุดแล้วกระทบกระเทือนเสถียรภาพทางการคลัง อันนี้เราไม่ทำแน่นอน ตนมั่นใจ จะเห็นได้ว่าเฉพาะปีครึ่งที่ผ่านมาความจำเป็นการที่จะต้องกู้เงินก็หายไปตั้งสี่แสนล้านบาท แล้วก็ที่เดิมกังวลว่าปีนี้จะขาดดุลเท่าไรก็ขาดดุลน้อยกว่าเดิมไป 2-3 แสนล้านบาท รายได้ที่เข้าประเทศมาที่ตอนแรกไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะดูแลให้การส่งออกขยายตัวได้หรือไม่ ขณะนี้ก็เข้ามาเกินเป้าหมาย เพราะฉะนั้นทุกอย่างขณะนี้ไม่ได้มีปัญหาเรื่องของเสถียรภาพทางด้านการคลัง ส่วนทางด้านการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีอิสระในการทำงาน ดอกเบี้ยจำเป็นจะต้องขยับขึ้นเขาก็ขยับขึ้นไปแล้ว ตนยังมองไม่เห็นว่าขณะนี้มีปัญหาในเรื่องของผลกระทบในเชิงเสถียรภาพทางการเงินการคลัง
แจงผลจัดงาน 6 วัน 63 ล้านความคิด
นายอภิสิทธิ์แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบถึงผลการดำเนินการในโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด ซึ่งได้มีการจำแนกว่าเรื่องใดเป็นเรื่องร้องทุกข์จะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการและให้รายงานผลการดำเนินการภายใน 3 เดือน และเรื่องใดที่เกี่ยวข้องในเชิงนโยบาย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกับคณะทำงานจะทำการวิเคราะห์เบื้องต้น และจะส่งข้อมูลอีกส่วนไปยังคณะกรรมการปฏิรูป หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเพื่อไปดำเนินการด้วย
ชี้เสียง ส.ส.พอไม่พึ่งมือ รมต.
เมื่อเวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมาธิการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมได้หารือถึงข้อวิจารณ์ของเสียงรัฐบาลที่จะผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ขอให้มั่นใจได้ว่า ขณะนี้เสียงของ ส.ส.รัฐบาลมีมากกว่าเสียงของฝ่ายค้าน และเมื่อหักเสียง ครม.ที่เป็น ส.ส.ด้วยอีกจำนวน 24 คน ก็ยังมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านอยู่อีก 20 กว่าเสียง โดยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะใช้เสียงข้างมากเป็นหลัก จึงให้ความมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณได้แบบไม่ยุ่งยาก ทั้งนี้ วิปรัฐบาลมีความเห็นว่ารัฐมนตรีทุกคนมีสิทธิโหวตกฎหมายทุกฉบับ เมื่อเจ้าตัวพิจารณาแล้วว่าไม่ได้มีผลประโยชน์ในทางส่วนตนและญาติพี่น้อง แต่เพื่อตัดปัญหาในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่มีระยะเวลาก่อนใช้บังคับก่อนวันที่ 1 ต.ค.หากจะให้รัฐมนตรีโหวตต้องส่งตีความจะทำให้ล่าช้า และเสียง ส.ส.ปัจจุบันเพียงพอที่จะผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ดังนั้นวิปรัฐบาลจะเสนอความเห็นต่อรัฐบาลว่ารัฐมนตรีไม่ควรจะโหวต ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้สอบถามนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี หรือไม่ว่า จะฟังข้อเสนอของวิปรัฐบาลหรือไม่ นายวิทยาตอบว่า จะบอกท่านว่าไม่ควรโหวต เพราะหากเกิดการส่งตีความก็จะเสียเวลา
วิป รบ.ล็อบบี้ รมต.โหวตงบฯ
ทางด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะอดีตประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลเตรียมเสนอให้รัฐมนตรีโหวตลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ได้ โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 168 ว่า ต้องรอฟังความเห็นจากวิปรัฐบาลอย่างเป็นทางการว่าสามารถให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ลงมติในร่างกฎหมายฉบับใดๆได้หรือไม่ แต่โดยหลักการแล้วกฎหมายที่รัฐมนตรีลงมติไม่ได้คือ กฎหมายที่รัฐมนตรีมีผลประโยชน์ได้เสียโดยส่วนตัวอย่างชัดเจน แต่เรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ให้ความเห็นว่ารัฐมนตรีสามารถลงมติได้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่ากฎหมายดังกล่าวมีแผนงานหรือโครงการใดที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือไม่ เชื่อว่าวิปรัฐบาลคงมีข้อตกลงร่วมกันที่ชัดเจน ส่วนตัวเชื่อว่าจะลงมติไปในทางเดียวกัน ทั้งนี้ หากฝ่ายค้านจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องรอให้มีการโหวตลงมติ พ.ร.บ.งบประมาณก่อนจึงจะสามารถส่งเรื่องได้
คาใจ สตช.ล็อกสเปกโรงพัก
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร มีนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาการสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 สถานี วงเงินก่อหนี้ผูกพัน 6,298 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2554 จำนวน 2,976 ล้านบาท โดยเชิญนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2554 จากพรรคเพื่อไทย ผู้ร้องเรียน และตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้าชี้แจง โดยนายยุทธพงศ์กล่าวว่า มีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงทำสัญญาเดียวที่ส่วนกลาง ไม่กระจายไปแต่ละสถานี อาจมีการล็อกสเปกผิด พ.ร.บ. ฮั้ว ด้าน พล.ต.ต.สมาน สุดใจ ผู้บังคับการกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง ตัวแทน สตช. ชี้แจงว่า โครงการนี้ได้งบแบบโครงการเดียว ไม่ได้กระจายเป็นงบจังหวัดและเป็นงบผูกพัน จึงเปิดประมูลงานเป็นสัญญาเดียวที่ส่วนกลาง เมื่อสร้างที่ไหนเสร็จก็สามารถเบิกจ่ายได้ ทั้งนี้กรรมาธิการฯหลายคนเห็นตรงกันว่า จากข้อมูลที่ฝ่ายตำรวจมาชี้แจงเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ต้องรอดูผลการตัดสินการประกวดราคาก่อน และจะส่งเรื่องให้ สตง.ช่วยตรวจสอบด้วย
พท.ยื่นสอบบินไทยอุ้ม บ.เอกชน
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือต่อนายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กรณีรับมอบเครื่องบินแบบแอร์บัส รุ่นเอ 330-300 จำนวน 5 เครื่อง ที่จอดไว้ต่างประเทศ โดยไม่สามารถนำมาประกอบธุรกิจได้ โดย
ต้นฉบับ: http://www.thairath.co.th/today/view/99683
ที่มา: ไทยรัฐ
ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด หน้าหนึ่ง