หน้าแรก / ธุรกิจ/เศรษฐกิจ

เก็งกำไร

วันที่ 07/09/2553 00:00 (ผ่านมา 520 วัน 22 ชั่วโมง 57 นาที)

รายงานข่าวจากบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้ ตามปัจจัยชี้นำจากในประเทศเป็นหลัก ซึ่งน่าจะทำให้มีแรงเก็งกำไรในหุ้นหลายกลุ่ม โดยปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความคืบหน้าในการประมูลใบอนุญาต 3จี และการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินศาลปกครองกรณีคำตัดสินคดีโครงการในพื้นที่มาบตาพุด รวมถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ส่วนปัจจัยในต่างประเทศ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ โดย บล.กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 922 จุด และ 908 จุด ขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 938 จุด และ 960 จุด

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 929.90 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.13% จาก 900.37 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และพุ่งขึ้น 26.60% จากสิ้นปี 52 ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 18.30% จาก 199,255.16 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 235,723.06 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นจาก 39,851.03 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 47,144.61 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิที่ 9,297.64 ล้านบาท และ 1,313.08 ล้านบาท ตามลำดับ นักลงทุนรายย่อยและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิที่ 9,795.80 ล้านบาท และ 814.91 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 257.30 จุด ขยับขึ้น 3.20% จาก 254.27 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.51% จากสิ้นปีก่อน

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 929.90 จุดสูงสุดในรอบเกือบ 14 ปี จากแรงหนุนของผลตัดสินคดีมาบตาพุด โดยดัชนี ปิดปรับตัวขึ้นในวันจันทร์และวันอังคาร ท่ามกลางภาวะการซื้อขายที่ค่อนข้างผันผวน โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากการที่ ครม. เห็นชอบ 11 ประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงการที่ถูกระงับการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด แม้จะมีแรงขายหุ้นทำกำไรออกมาเป็นระยะ ๆ ก็ตาม

ส่วนวันพุธดัชนีหุ้นไทยปิดบวกต่อ ซึ่งมีแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน ขณะที่มีแรงขายทำกำไรในหุ้นขนาดเล็ก ในขณะที่วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น หลังจากศาลปกครองกลางออกคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตโครงการในพื้นที่มาบตาพุดที่อยู่ในประกาศของภาครัฐ เกี่ยวกับประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งเพิ่มความชัดเจนมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน.


ต้นฉบับ: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentId=90062


ที่มา: เดลินิวส์

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด ธุรกิจ/เศรษฐกิจ