หน้าแรก / ธุรกิจ/เศรษฐกิจ

เยือนเซี่ยงไฮ้ชมรถไฟแม่เหล็ก รัฐวาดฝันใช้จีนแดงต้นแบบ

วันที่ 07/09/2553 00:00 (ผ่านมา 520 วัน 22 ชั่วโมง 29 นาที)

หลังจากรัฐบาลเริ่มชัดเจนกับนโยบาย โครงการรถไฟความเร็วสูง จนสร้างความหวังแก่ประชาชนในการเดินทาง และการขนส่งสินค้าของภาคธุรกิจ ทำให้หลายหน่วยงานต่างหาแนวทางผลักดันให้เกิดรูปธรรมให้เร็วที่สุดเพื่อพัฒนาประเทศไม่ให้ด้อยกว่าประเทศอื่น ๆ

แม้ว่าหลายคนยังสงสัยว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้จริงหรือเป็นแค่การเพ้อฝันที่จะให้คนไทยได้นั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ระดับความเร็ว 250-500 กม./ชม. หรือใช้เวลาวิ่งจากแม่สาย-เบตง เพียง 6-8 ชม. เพราะรถไฟที่วิ่งอยู่ในบ้านเรากว่า 100 ปีมาแล้วก็ยังใช้ความเร็วเฉลี่ยที่ 40-50 กม./ชม. เท่านั้น ซึ่งไม่เห็นพัฒนาถึงไหนเลย

“สุภา ปิยะจิตติ” ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ยอมรับว่าการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของไทยยังพัฒนาล่าช้าแต่ภาครัฐก็ไม่นิ่งนอนใจที่จะดำเนินการเพื่อความสะดวกสบายแก่ประชาชนที่สัญจรไปมา ล่าสุดรัฐบาลอนุมัติงบฯ 170,000 ล้านบาท ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

ในระยะต่อไปก็จะผลักดันให้มีการก่อสร้างทางคู่ภายในประเทศซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วที่ปัจจุบันรถไฟของไทยมีความสามารถในการทำความเร็วที่ 160 กม./ชม. แต่เพราะมีรางเดี่ยวทำให้รถวิ่งเฉลี่ยได้เพียง 40-50 กม./ชม. จากนั้นก็จะผลักดันให้มีรถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็วตั้งแต่ 250 กม./ชม. ต่อไป

ทั้งนี้ยอมรับว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมหาศาล และจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูง จากผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ประเทศไม่ร่ำรวยสามารถดำเนินการได้ในเวลาไม่กี่ปีต่างจากประเทศที่มีเงิน โดยเฉพาะจีนที่พัฒนาระบบขนส่งทางรางได้รวดเร็วมาก

รถไฟความเร็วสูงของจีนที่โดดเด่นมากและพัฒนาได้ระดับแนวหน้าของโลกคือ รถไฟแม่เหล็กที่มีความเร็วที่สุดในโลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นรถที่นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก โดยใช้ความเร็วที่ 350-430 กม./ชม. จากขีดความสามารถที่ให้ความเร็วสูงสุดถึง 500 กม./ชม. หรือในอนาคตจะพัฒนาให้มีความเร็วใกล้เคียงกับเครื่องบินเจ๊ตได้ และที่สำคัญรัฐบาลจีนมีแผนในการก่อสร้างระบบรางด้วยรถไฟแม่เหล็กจากเซี่ยงไฮ้ไปเมืองอื่น ๆ

ทั้งนี้รถไฟแม่เหล็กเป็นเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนี แม้เยอรมนีจะผลิตเป็นเจ้าแรกแต่ก็ยังไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ที่เต็มตัว เป็นรถไฟที่ไม่มีล้อและตัวรถจะไม่ติดกับราง โดยใช้พลังงานจากแม่เหล็กเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อน มีความปลอดภัยที่สูงแถมไม่ต้องใช้คนขับ แต่เพื่ออุ่นใจแก่ผู้โดยสารก็จะมีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ด้วยเหมือนกับมีคนขับ

ผู้อำนวยการ สคร. อธิบายว่า การลงทุนรถไฟแม่เหล็กของจีน จะเน้นการซื้อเทคโนโลยีแล้วมาพัฒนาเป็นตัวของตนเอง แต่รถประเภทนี้คงไม่เหมาะกับไทย เพราะต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการก่อสร้างคือ เฉลี่ย 1 กม. ต้องใช้เงิน 300 ล้านหยวน (1,500 ล้านบาท)

ขณะที่รถไฟความเร็วสูงปกติก็เหมาะที่จะนำมาใช้ในไทย เพราะค่าก่อสร้างที่จีนเฉลี่ยที่ 85 ล้านหยวน (425 ล้านบาท) ต่อ 1 กม. ซึ่งหากมีการร่วมทุนกับจีนเชื่อว่าคนไทยจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูงไม่ต่ำกว่า 250 กม./ชม. ได้เร็วขึ้น

ล่าสุดโครงการร่วมลงทุนในรถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างไทย-จีน ที่จะดำเนินการในอนาคตเบื้องต้นมี 3 เส้นทางมูลค่าประมาณ 500,000 ล้านบาท หาก ครม. เห็นชอบก็จะต้องนำเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน เพราะการเซ็นสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ ถือเป็นสนธิสัญญาการร่วมทุนระหว่างประเทศ ต้องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบก่อนตามกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เสนอควบคู่ไปกับการจัดทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อไป

สำหรับ 3 เส้นทาง ประกอบด้วย 1. เส้นทางกรุงเทพฯ-จังหวังระยอง เส้นทางนี้ไทยมองว่าหากสร้างก่อนจะเกิดประโยชน์กับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไทยมากที่สุด

2.เส้นทางกรุงเทพฯ-จังหวัดหนอง คาย น่าจะเป็นเส้นที่มีโอกาสเกิดก่อน เพราะหากเส้นทางนี้เกิดจะส่งผลดีต่อทั้งการท่องเที่ยวการค้าระหว่างไทย-จีน ส่งผลให้ภาคอีสานของไทยเจริญและพัฒนาขึ้นอสังหาริมทรัพย์และที่ดินจะราคาสูงขึ้นตาม

3.เส้นทางกรุงเทพฯ-ปาดัง จะเชื่อมมาเลเซีย ซึ่งความเป็นไปได้ของการพัฒนา น่าจะเริ่มจากเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-ปาดัง ตามลำดับ เบื้องต้นมีการกำหนดความเร็วไว้ที่ 250 กม./ชม.

ขณะที่ “มาณพ เสงี่ยมบุตร” นักวิเคราะห์หุ้น บล.แอลเอสเอ ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ได้วิเคราะห์แผนการพัฒนารถไฟความเร็วสูงของประเทศจีนว่า จีนได้เริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 47 หลังจากซื้อตัวรถไฟความเร็วสูงในขีดความ เร็ว 200 กม./ชม. ครั้งแรก 140 ขบวน จากนั้นก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีมาเรื่อย ๆ สุดท้ายรัฐบาลจีนประกาศนโยบายในการสร้างรถไฟ 120,000 กม. ในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนนี้เป็นระบบรถไฟความเร็วสูง 15,000 กม. จากปัจจุบันที่มีอยู่ 5,000 กม.

สำหรับรถไฟความเร็วสูงระยะทาง 15,000 กม. นั้นประกอบด้วย เส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ 1,318 กม. ใช้เงินลงทุน 2.2 แสนล้านหยวน, เส้นทางหวู่ฮั่น-กวางโจว 995 กม. ใช้เงินลงทุน 9.3 หมื่นล้านหยวน, เส้นทางเจิ้งโจว-ซีอาน 457 กม. ซึ่งได้เปิดบริการเดินรถแล้ว และเส้นทาง ฮาร์บิน-ต้าเหลียน 906 กม. ทั้งหมดจะมีคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเทียบเท่ากับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ของบ้านเรา และ กระทรวงการรถไฟ เป็นผู้ดำเนินการ

“การลงทุนระบบรถไฟความเร็วสูงในจีน ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากซึ่งเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปีที่ผ่านมา มีการสร้างงานในชุมชนเมือง ซึ่งสามารถเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้เพื่อลดช่องว่างระหว่าง คนรายได้สูงและคนรายได้ต่ำ ที่สำคัญยังส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการเป็นของตนเองไม่เช่นนั้นจะถูกบริษัทข้ามชาติเข้ามาดำเนินกิจการหมด”

ทั้งนี้จีนได้กลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพระดับโลก ในการออกไปประมูลงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในต่างประเทศ เช่นได้งานก่อสร้างทางรถไฟในประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมถึงกำลังเจาะตลาดในประเทศไทย และในประเทศสหรัฐอีกด้วย ซึ่ง นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ยินดีที่จะส่งเสริมให้จีนเข้ามาพัฒนารถไฟความเร็วสูงในสหรัฐด้วย

สำหรับผู้ประกอบการรถไฟความเร็วสูงรายใหญ่ในจีน โดยมีผู้รับเหมาอย่าง บริษัท ไชน่า ไรเวย์ กรุ๊ป, บริษัทไชน่า ไร คอนสตรั๊กชั่น และ บริษัท ไชน่า คอมมูนิเคชั่น คอนสตรั๊กชั่น ส่วนผู้ผลิตตัวรถ เช่น บริษัท ไชน่า เซ้าเทริน โลโคโมทีฟ และ บริษัทไชน่า น็อทเทริน ไร ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีการพัฒนาไปมาก เพราะแต่ละบริษัทมีการร่วมทุนกับต่างชาติในการพัฒนาเทคโนโลยีแบบต่าง ๆ เช่น ทุนข้ามชาติจากญี่ปุ่น หรือ เยอรมนี

ขณะที่ “ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร” กงสุลฝ่ายการพาณิชย์ ประจำนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน มองว่าจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวมากปีนี้คงอยู่ในระดับ 10% มีทุนสำรองระหว่างประเทศ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรัฐบาลกำลังขยายความเจริญสู่เมืองต่าง ๆ ให้ครอบคลุมประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ให้มากขึ้น ทั้งมีการพัฒนาระบบขนส่ง, ส่งเสริมการเป็นศูนย์ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในแต่ละเมือง เช่น เมืองอุตสาหกรรมด้านยานยนต์, ยา, เกษตร, สิ่งทอ และแฟชั่น เป็นต้น

ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเกาะติดจีนอย่างใกล้ชิด และเตรียมเสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการเปิดตลาดการค้ากับจีน เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าจีนจะกลืนเศรษฐกิจของอาเซียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจีน เนื่องจากจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ มีเงินทุนมหาศาล และมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้ดี เห็นได้จากโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ไม่กี่ปีก่อนยังนำเข้าตัวรถไฟแต่ล่าสุดสามารถพัฒนา บริษัทคนจีนจนไปประมูลงานในต่างประเทศได้อย่างสบาย

จีนถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาอย่างมากในการก๊อบปี้แล้วพัฒนาเป็นของตนเอง ไม่ใช่ซื้ออย่างเดียว แล้วต่อยอดไม่เป็น สุดท้ายก็ต้องซื้อต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด.

มนัส แวววันจิตร


ต้นฉบับ: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentId=90063


ที่มา: เดลินิวส์

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด ธุรกิจ/เศรษฐกิจ