หน้าแรก / ธุรกิจ/เศรษฐกิจ

พาณิชย์จี้สินค้าที่ได้อานิสงส์ค่าบาทแข็งให้ลดราคา

วันที่ 06/09/2553 17:19 (ผ่านมา 521 วัน 5 ชั่วโมง 27 นาที)

พาณิชย์จี้สินค้าที่ได้อานิสงส์ค่าบาทแข็งให้ลดราคา

"กรมการค้าภายใน" สบช่องค่าเงินบาทแข็ง เล็งให้กลุ่มเหล็ก แบตเตอรี่ สายไฟฟ้า ปุ๋ยเคมี ลดราคา หลังได้รับอานิสงส์ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบต่ำลง ส่วนความร่วมมือการขายน้ำดื่มไม่เกิน 7 บาทนั้น ได้รับความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้า-ฟู้ดคอร์ต และสถานีขนส่งเป็นอย่างดี...

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ผู้ประกอบการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น  แต่การนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภคภายในประเทศ จะมีราคาที่ถูกลง ดังนั้นจึงได้ให้กองตรวจสอบราคาสินค้าไปตรวจสอบข้อมูลกลุ่มสินค้าที่ได้รับอานิสงส์ จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นว่ามีกลุ่มใดบ้าง เบื้องต้นวัตถุดิบที่อิงกับการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเหล็ก ตะกั่ว ทองแดง ปุ๋ยเคมี แต่ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน แม้ว่าค่าเงินบาทแข็งค่า จะส่งผลดีในแง่ของราคาวัตถุดิบที่นำมาผลิตลดลงบ้าง แต่ต้องดูข้อมูลก่อนว่าผู้ประกอบการที่นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตได้รับผลกระทบ หรือมีวัตถุดิบค้างสต๊อกมากขนาดไหน คาดว่าจะสรุปข้อมูลได้ภายในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะชี้ชัดว่ากลุ่มสินค้าใดควรที่จะปรับราคาสินค้าลดลงตามต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล ที่ระบุอยากให้รัฐบาลดูแลติดตามสินค้าอุปโภคและบริโภคอย่างใกล้ชิด เพราะเห็นว่าภาพรวมสินค้ายังมีราคาแพง ซึ่งจากนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มสินค้าอาหารที่มาจากวัตถุดิบพืชผลทางการเกษตร ซึ่งยอมรับว่าราคาสินค้าเกษตรโดยรวมขณะนี้มีการปรับตัวสูงขึ้น เป็นไปตามภาวะตลาด  โดยกลุ่มสินค้าเกษตรจะส่งผลดีต่อเกษตรกรโดยรวมที่จะมีรายได้สูงขึ้น แต่การช่วยเหลือผู้บริโภค ทางกรมการค้าภายในได้หามาตรการเสริมที่จะช่วยเหลือผู้บริโภค เช่น หนึ่งร้าน หนึ่งเมนู ไม่เกิน 25 บาท หรือมีการจัดน้ำดื่มฟรี เป็นต้น

นางวัชรี กล่าวต่อว่า กลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภคโดยรวมยังไม่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะอยู่ในช่วงการขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคไปจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. นี้ ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมอยู่ในอัตราเดิม  และกลุ่มสินค้าวัตถุดิบที่อิงราคาตลาดโลก  กลุ่มนี้ก็ถือว่ามีการปรับขึ้นและลดลงตามภาวะราคาตลาดโลก  ดังนั้น การติดตามราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคของกระทรวงพาณิชย์ ก็จะติดตามดูแลสินค้าทุกประเภทอย่างใกล้ชิด

ส่วนการขอความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้า และฟู้ดคอร์ต รวมถึงสถานีขนส่งต่างๆ ในการจำหน่ายน้ำดื่มขนาดไม่เกิน 500-600 ซีซี  ไม่เกินขวดละ 7 บาท 1,500 ซีซี ไม่เกิน 14 บาท โดยให้เวลาภายในวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 1-3 ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า ผู้ประกอบการน้ำดื่ม ผู้จำหน่ายน้ำดื่มภายในศูนย์อาหารและร้านค้าต่าง ๆ ได้ให้ความร่วมมือจำหน่ายน้ำดื่มในราคาที่กำหนด พร้อมทั้งมีการจัดพื้นที่ให้บริการน้ำดื่มฟรีแก่ประชาชนด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์


ต้นฉบับ: http://www.thairath.co.th/content/eco/109060


ที่มา: ไทยรัฐ

ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด ธุรกิจ/เศรษฐกิจ