หน้าแรก / ธุรกิจ/เศรษฐกิจ
แบงก์ฟันธงปีหน้าดอกเบี้ยนโยบาย 3%
วันที่ 04/09/2553 05:15 (ผ่านมา 523 วัน 17 ชั่วโมง 48 นาที)
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งมีความเป็นห่วงว่าจะแข็งค่าหลุดระดับที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ว่าในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างมากแล้ว จะแข็งค่าต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะให้แข็งไปกว่านี้อีก คงไม่ใช่ โดยมองว่าค่าเงินบาทช่วงนี้อาจจะอยู่ในช่วงนี้ หรืออาจจะอ่อนค่าลงไปกว่านี้ ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้
"การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดเล็ก เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสนใจปัญหาเงินบาทแข็งค่า และสั่งการให้ ธปท.ติดตามตรวจสอบในเรื่องการเก็งกำไรค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ติดตาม จับตาเรื่องนี้มาตลอดอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.ก็ได้สั่งให้จับตาเข้มข้นมากขึ้น"
ด้านนางสาววงษ์วธู โพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายตลาดการเงินและบริหารทุนสำรอง ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ของเงินทุนเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ธปท.กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนจะมีการออกมาตรการเพื่อดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดการเก็งกำไรค่าเงินบาทหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากความจำเป็นของสถานการณ์เป็นหลัก
"กองทัพทุกกองทัพก็ต้องมีอาวุธหลายประเภทเพื่อเตรียมรองรับไว้ว่าจะนำอาวุธประเภทใดเอามาใช้ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ในช่วงผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกก็มีการเตรียมมาตรการไว้เพื่อรับมือกับการเข้ามาของเงินทุนที่เกินต้องการอยู่แล้ว ธนาคารกลางบางแห่งอาจออกมาตรการมาเพื่อป้องปรามล่วงหน้า เช่น ธนาคารกลางอินโดนีเซีย มีมาตรการกำหนดระยะเวลาการเข้ามาลงทุนของเงินทุนต่างประเทศ หากออกก่อนเวลาจะเก็บภาษี เพราะมองว่าเป็นการเข้ามาเก็งกำไรมากกว่าต้องการลงทุนจริง ซึ่งมาตรการนี้ ธปท.ก็เคยทำในช่วงนานมาแล้ว โดยของเรากำหนดเวลาให้เงินทุนอยู่ในประเทศไม่ต่ำกว่า 3 เดือน"
นางสาววงษ์วธูกล่าวต่อว่า ธปท.มีมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายในหลายมาตรการเตรียมไว้แล้วเช่นกัน แต่ก็ต้องดูว่าการออกมาตรการจะมีผลดีและผลเสียอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา การยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้ของเงินต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะต้องการดึงดูดเงินทุน แต่มาตรการที่ผ่อนคลายไว้ก็นำกลับมาใช้ได้ หากเห็นว่ามีความจำเป็น หรือเห็นว่าไม่ยุติธรรมระหว่างนักลงทุน ต่างชาติและนักลงทุนไทย
"ที่พูดทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะนำมาตรการใดออกมาใช้ และที่พูดว่ามาตรการยังไม่จำเป็นในขณะนี้นั้น หากสถานการณ์เปลี่ยนไปจนจำเป็นต้องใช้มาตรการก็ทำได้ และในขณะนี้จะให้ระบุว่าเงินส่วนไหนเก็งกำไร คงตอบได้ยาก เพราะเราไม่เคยจำกัดความไว้ว่าต้องลงทุนนานเท่าไร จึงไม่เรียกว่าเป็นการเก็งกำไร ดังนั้น หากภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ธปท.เห็นชอบร่วมกันว่ามีความจำเป็นต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม ธปท.ก็พร้อมที่จะใช้ได้ทันที"
ขณะที่นายชาตรี โสตางกูร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายบริหารการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของตลาดเงินปี 2554 ว่า ตลาดการเงินของโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของซีกโลกตะวันตก จะยังเผชิญกับความผันผวนต่อไป แต่จะไม่รุนแรงมากเท่ากับเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่นักลงทุนยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การลงทุนไปกระจุกตัวที่ตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นแรงกดไม่ให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯปรับตัวเพิ่มขึ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงจนถึงปี 2555
"เมื่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯและค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง เป็นตัวกดดันให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้น โดยปีหน้าคาดว่าค่าเงินบาทตลอดทั้งปี เฉลี่ยอยู่ที่ 30.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะอยู่ที่ 3% จากปัจจุบัน 1.75% ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของ ธปท.ที่ต้องแก้ไขปัญหาผลตอบแทนเงินฝากที่แท้จริงที่ติดลบ โดยปีหน้าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.3-3.1%.
ไทยรัฐออนไลน์
ต้นฉบับ: http://www.thairath.co.th/content/eco/108462
ที่มา: ไทยรัฐ
ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด ธุรกิจ/เศรษฐกิจ