หน้าแรก / ธุรกิจ/เศรษฐกิจ
บัญญัติ 10 ประการการลงทุน ของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ (3)
วันที่ 04/09/2553 00:00 (ผ่านมา 523 วัน 23 ชั่วโมง 4 นาที)บัญญัติข้อสามคือ จงเดินทวนกระแสบัฟเฟตต์เฝ้ามองว่าฝูงนักลงทุนจะพากันเดินไปทางไหนแล้ว เขาจะพยายามเดินไปทางตรงข้าม เนื่องจากทางที่นักลงทุนพากันไปนั้นโอกาสในการทำกำไรได้อย่างงดงามมีน้อยเพราะนักลงทุนพวกนั้นได้ผลักดันราคาของหุ้นให้สูงขึ้นแล้ว
ฉะนั้น เมื่อตอนที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง นายบัฟเฟตต์ไม่เข้าไปร่วมด้วย แต่ในตอนที่นักลงทุนจำนวนมากมองหาทางเทขายยังผลให้ราคาหุ้นโดยทั่วไปตกและหุ้นของบางบริษัทตกมากเป็นพิเศษ ตอนนี้บัฟเฟตต์ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาถูก จึงมีข่าวว่าเขาเข้าไปซื้อหุ้นของหลายบริษัท เกี่ยวกับเรื่องนี้
สิ่งที่ Michael Brush ไม่ได้กล่าวถึงแต่มีความสำคัญพื้นฐาน ก็คือ บัฟเฟตต์ทำการบ้านอย่างละเอียดและต่อเนื่อง นั่นคือ วิเคราะห์บริษัทต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้น
ทั้งนี้ในช่วงเกิดวิกฤติการเงิน ปลายปี 2551-2552 ในตลาดสหรัฐอเมริกาและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ก็ได้ถือโอกาสนี้เข้าซื้อหุ้นที่มีคุณค่าส่วนหนึ่งเพราะราคาต่ำกว่าราคายุติธรรมและปัจจัยพื้นฐานมากอันจะสามารถทำกำไรในระยะยาวได้ ซึ่งแม้จะขาดทุนในปี 2551 บ้างก็ตาม
หลักการเลือกบริษัทที่จะเข้าลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั้นเป็นแบบเรียบง่าย คือ (1) เป็นธุรกิจหรือบริษัทที่ไม่ซับซ้อน เป็นกิจการการผลิตไม่ซับซ้อนที่ยุ่งยากต่อความเข้าใจ สามารถบริหารจัดการได้ง่าย ที่ไม่ต้องใช้เทคนิคบุคลากรพิเศษมากมายนัก
(2) เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมแข็งแกร่ง เช่นเป็นสินค้าที่มีตราสินค้าที่แข็งแกร่งเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป หรือมีการบริการเป็นพิเศษที่แตกต่างจากคนอื่น มีฐานลูกค้าที่มั่นคง (3) สามารถคาดเดาผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างแน่นอน เนื่องจากการที่ธุรกิจไม่ซับซ้อนมากจนเกินไป
(4) ผลตอบแทนจากส่วนของเงินลงทุนสูง (return on equity หรือ ROE) (5) มีกระแสเงินสดที่ดี (6) มีผู้บริหารที่ดี เห็นแก่ประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
บัญญัติข้อที่ 4 คือการลงทุนในสิ่งที่ตนเองมีความเข้าใจ โดยนายบัฟเฟตต์จะลงทุนเฉพาะในธุรกิจที่เขามีความเข้าใจเท่านั้น ความเข้าใจคือทราบว่าผลิตสินค้าอะไรและมีการสร้างกำไรได้อย่างไร
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เขาเห็นว่าหุ้นของบริษัทน้ำดื่มอัดลมโคคาโคลา ซึ่งมีฐานลูกค้ามากมายและกระจายตัวอยู่กว้างขวางทั่วโลก และมีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทน สูงจึงซื้อหุ้นไว้ และสามารถสร้างกำไรได้มากมาย
และแม้ช่วงที่เทคโนโลยีสารสนเทศเติบโตสูงแต่ด้วยความที่ไม่เข้าใจธุรกิจเทคโนโลยี ดังนั้นเขาจึงหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเลย แม้ว่าเขาจะเป็นเพื่อนสนิทกับนายบิล เกตต์ มากก็ตาม
ในอีกไม่กี่ปีต่อมาเมื่อเกิดวิกฤติฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีแตกในปี ค.ศ. 2001 นักลงทุนจำนวนมากสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล แต่นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่ถูกกระทบจากวิกฤติเทคโนโลยีดังกล่าว
จากการศึกษาประวัติของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขาให้ความสนใจลงทุนในธุรกิจ 5 กลุ่มหลัก คือ (1) ธุรกิจเครื่องดื่ม เช่น โค้ก (2) กลุ่มการเงินที่เกี่ยวกับรายย่อย เช่น บริษัทอเมริกันเอ็กเพรส (3) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (4) กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น ธนาคารของแคลิฟอร์เนีย และ (5) หนังสือพิมพ์เช่น วอชิงตันโพสต์.
ต้นฉบับ: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=310&contentId=89552
ที่มา: เดลินิวส์
ข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง
ข่าวอื่นๆในหมวด ธุรกิจ/เศรษฐกิจ